[Fic]Longing Part2/2-End [Thor/Loki]

posted on 24 Dec 2013 21:16 by moekitsune

 

 

ไม่ได้เข้าเอ็กทีนนานมาก เพราะไม่ว่างด้วยและเพราะมันเน่าเกินจนไม่อยากเข้าด้วย= =''

ตอนนี้กำลังตบตีกับwordpressอยู่จ้ะ ลองอัพไปเอนทรี่นึงแล้วรู้สึกมึนมาก ขอไปศึกษาวิธีเล่นก่อนนะคะ 555+

minirinlovegackt.wordpress.com วันหลังคงย้ายไปอัพฟิคและเวิ่นที่นั่นแทน 

อัพฟิคค่ะ หลังจากที่ดองไว้นานสามชั่วโคตร กร๊ากกกก

 

 

Author : OujiKitsu

 

Title : Longing [ปรารถนา]

 

Pairing : Thor x Loki , Tony x Loki

 

Rate : PG-15

 

Longing: Part1 

 

 


หมายเหตุ- ฟิคเรื่องนี้แต่งขึ้นตั้งแต่Thor2ยังไม่ฉาย ดังนั้นจะไม่อิงเนื้อหาในธอร์สองนะคะ
ปล.Thor2โลกิมุ้งมิ้งมากกก เกิดมาเพื่อขโมยซีนชาวบ้าน5555 ขุ่นพี่ก็เท่นะเคอะ มุมกล้องก็ชวนจิ้นจริงงง
ปลล.เจอคำผิดก็ช่วยข้ามๆไปน้า มิได้อ่านทวนเลยจ้ะ ไว้มาแก้ทีหลัง





อา... ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ไปได้ล่ะเนี่ย...

         ใบหน้าปั้นยาก มือยกขึ้นขยี้ผมที่ยุ่งอยู่แล้วจนยุ่งกว่าเดิม ยามมองไปทางร่างบางเปลือยเปล่าที่หลับอยู่ข้างกาย

ใช่! เปลือย! โป๊! โล่งโจ้ง! 

จำได้ว่าโลกิรองไห้ ถามคำถามกับเขาแล้วอยู่ๆก็กระชากเขาเข้ามาจูบ... แล้วพวกเขาก็... เออ! นั่นแหละ! ก็โดนยั่วขนาดนั้น ใครจะไปทนได้!

แต่มันเป็นความจริงหรอเนี่ย? กับไอ้เทพที่พังตึกเขาซะวินาศสันตโรอ่ะนะ!

"จาร์วิส เมื่อคืน..."โทนี่ถามกับสมองกล ถึงจะจำได้ก็เถอะ แต่ก็ยังไม่อยากยอมรับอยู่ดี

'ครับ คุณสตาร์ค อยากดูไฟล์วีดีโอย้อนหลังมั้ยครับ'จาร์วิสถามด้วยเสียงไร้โทนสูงต่ำ แต่ก็ฟังออกว่ากำลังประชดประชันเต็มที่

"ไม่ดีกว่า..."เขาพึมพำ ก่อนจะโขกหัวลงกับหมอนแรงๆ

ความจริงมันก็ไม่ได้แย่อะไรหรอกนะ แถมโลกิก็ออกจะสวยตรงสเป็คใช้ได้ แต่ไหงมันเป็นงี้ไปได้ล่ะ!

"ทำสมองหายไปอีกส่วนแล้วหรอ โทนี่ สตาร์ค"โลกิที่เพิ่งตื่นพูดด้วยเสียงกึ่งประชดประชัน ร่างบางบิดขี้เกียจเล็กน้อย กริยานั้นแลดูคล้ายแมว แถมยังเซ็กซี่มากอีกด้วย... ทำเอาคนมองต้องกลืนน้ำลาย ท่องนะโมสงบจิตไปหลายสิบจบ

"อาจทำหายไปเมื่อคืนก็ได้"โทนี่งึมงำ เรียกเสียงหัวเราะเบาๆจากเทพมุสา

"อ๋อ...เมื่อคืนน่ะหรอ"โลกิว่า มือบางโอบรอบคออีกฝ่าย ดวงตาสีเขียวฉายประกายระยับอย่างเย้ายวน

"ดูเจ้าก็สนุกดีนี่หน่า อยากต่อมั้ยล่ะ"

"พอเลยคุณชาย พอดีฉันไม่มีรสนิยมนอนกับคนที่เอาแต่ร้องเรียกธอร์หรอกนะ มันเสื่อมสมรรถภาพ"

ชื่อของเทพเจ้าสายฟ้าที่ทำให้ร่างบางชะงักกึก ใบหน้าสวยงอง้ำลง แล้วก็ผละออกห่าง

ใช่... เมื่อคืน แม้จะน่าละอาย แต่เขาจินตนาการว่าคนที่กำลังโอบกอดเขาคือธอร์... อยากให้เป็นธอร์ที่สัมผัสร่างกายนี้

และมันจะเป็นจริงสักวัน... เพราะตอนนี้ธอร์ไม่เห็นว่าเขาเป็นน้องแล้ว

ไม่มีคำว่าพี่น้องอีกต่อไปแล้ว...

โทนี่มองคนข้างกายที่เงียบไป ก่อนจะพูดขึ้น

"ซึนเดเระ" 

คำแปลกๆแถมออกเสียงยากนั่นทำให้โลกิขมวดคิ้ว

"อะไรของเจ้า"

"ก็ที่นายถามเมื่อวานไง อาการแบบนี้มันซึนเดเระชัดๆ"

"ซึน..."เทพมุสาพูดทวน คำพวกนี้ไม่คุ้นลิ้นเลย

"เดเระด้วยนะ"โทนี่เสริม

"ช่างมันเถอะน่า! แล้วมันแปลว่าอะไร"

ถึงจะไม่รู้ว่าแปลว่าอะไรก็เถอะ แต่เขารู้สึกไม่ค่อยชอบคำนี้เอาซะเลย

"ก็ปากไม่ตรงกับใจไง"

ประโยคที่ทำให้โลกิติดสตั้นไปชั่วครู่ ก่อนที่จะเถียงเสียงดัง

"ข้าไม่ได้เป็นแบบนั้นสักหน่อย!"

เจ้าของตึกมองดูคนที่เชิดหน้าขึ้น ดวงตาสีเขียวๆฉายแววไม่ยอมรับเต็มที่

แบบนี้ไงล่ะ! แบบนี้เหละ! มันซึนชัดๆ!

"อ๋อหรอ แล้วไอ้ที่ปากบอกว่าดีใจแต่ร้องไห้นี่มันไม่ซึนเลยเนอะ"

โลกิถึงขั้นอ้ำๆอึ้งๆ แม้จะเป็นเทพมุสาที่พูดโกหกได้ลื่นกว่าปลาไหลก็เถอะ แต่เพิ่งจะโดนพูดแทงใจดำตรงๆครั้งแรก แถมอีกฝ่ายเป็นแค่มนุษย์ธรรมดาซะด้วย

"ขะ... ข้าแค่กำลังสับสน!"พูดกระชากเสียง ก่อนที่ร่างผอมบางจะเดินจ้ำพรวดๆเข้าห้องน้ำไปเป็นการตัดบทสนทนา

"จาร์วิส"โทนี่เอ่ยเรียกสมองกล

'ครับ คุณสตาร์ก'

"ไฟล์วีดีโอเก็บไว้ไม่ต้องลบนะ"

'........'

และวันนั้นโทนี่ สตาร์ก ก็ค้นพบว่าสมองกลที่ตนสร้างนั้นงอนเป็นเสียด้วย....

********

  อา... ใช่ เขากำลังสับสนนิดหน่อย แค่สับสนเท่านั้นแหละ

โลกิคิด ในขณะที่กำลังปล่อยให้สายน้ำชำระร่างกาย

นิ้วเรียวไล่ผ่านรอยแดงบนลำคอ อาศัยเวทย์มนต์ที่หลงเหลือเพียงน้อยนิดลบมันทิ้งไป

ธอร์... เจ้ามาหาข้าแล้ว...

คราวนี้เราจะกลับแอสการ์ดด้วยกันนะ แล้วเราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป... 

เรียวปากบางขยับขึ้นเป็นรอยยิ้ม

เริ่มแผนการณ์ต่อไปได้...

*********

  โทนี่พบว่าโลกิหายตัวไปเสียแล้ว... แถมหายไปอย่างไร้ร่องรอยเสียด้วย ขนาดจาร์วิสยังไม่รู้ว่าโลกิออกไปตอนไหน กล้องเองก็บันทึกภาพอะไรไม่ได้เลย

คงจะเป็นวิธีอะไรสักอย่างของพวกเทพล่ะมั้ง

และยังไม่ทันได้คิดว่าจะทำยังไงต่อ ก็มีโทรศัพท์ติดต่อมาจากฟิวรี่เรียกประชุมทีมAvengersเข้ามา ซึ่งเหตุผลในการประชุมก็หนีไม่พ้นเรื่องการมาเยือนของธอร์นั่นเอง

"อะไรนะ คุณว่าโลกิลงมาที่โลกงั้นหรอ”สตีฟถามย้ำ หลังจากได้ฟังเรื่องทั้งหมดจากเทพสายฟ้า

"ใช่ โลกิใช้พลังแห่งยักษ์น้ำแข็งหนีออกมา และยังสังหารเจนอีกด้วย!"ท้ายประโยคนั้นถูกเอ่ยด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด แววตาของธอร์ในตอนนี้ดูน่ากลัวเสียจนคนมองขนลุกไปตามๆกัน

"ใจเย็นก่อนธอร์ ที่เราต้องรู้ในตอนนี้คือโลกิมีแผนจะทำอะไรต่อไป"นาตาชาพูด เธอนึกเห็นใจธอร์ การที่สูญเสียคนรักไปในวันวิวาห์คงเจ็บปวดมาก มันทำให้แววตาของเทพสายฟ้ายามเอ่ยถึงน้องชายไร้ซึ่งความปราณีใดๆอีกต่อไป

"แผนร้ายของโลกิจะเป็นอะไรไปได้นอกจากการครองมิดการ์ด"

"ถ้าแบบนั้นแสดงว่าเขาต้องมีกองทัพ"สตีฟพูด นึกไปถึงครั้งก่อนที่โลกิทำพินาศทั้งแมนฮัตตัน คราวนี้ไม่รู้จะร้ายแรงขนาดไหน

"นั่นแหละประเด็น โลกิจะหาทัพมาจากไหน คงไม่ใช่พวกชิทอรี่เหมือนครั้งก่อนแน่"บลูซว่า พลางหันไปทางธอร์

"มีพวกชั่วช้าอยู่มากมายในจักรวาลนี้ที่พร้อมให้โลกิเป่าหูไว้ใช้งาน การครอบงำคนอื่นเป็นสิ่งที่โลกิถนัด"

ประโยคนี้ทำให้คลินท์พยัคหน้าอย่างเห็นด้วยเป็นที่สุดจากประสบกาณ์ตรงอันเลวร้าย

"แต่ตอนนี้โลกิไม่มีพลังเวทย์ ข้าว่าเขาคงติดต่อกับพวกนั้นไม่ง่ายนัก"ธอร์พูดต่อ

"งั้นแปลว่าโลกิน่าจะยังอยู่ที่โลก"ฟิวรี่สรุป 

“ข้าคิดเช่นนั้น”

“งั้นเราก็ต้องรีบหาตัวโลกิให้เจอก่อนที่มันจะรวบรวมกองทัพได้ มีความเห็นอะไรมั้ย โทนี่ สตาร์ก”คราวนี้หันไปทางเศรษฐีหนุ่มที่วันนี้นั่งเงียบผิดวิสัยสุดๆจนอีกฝ่ายสะดุ้งโหยง

“เออ... คือว่า...”โทนี่มองดูทุกสายตาที่จ้องมาทางตนแล้วกลืนน้ำลาย

ตายโหง แบบนี้คงต้องบอกสินะ... แต่บอกไปต้องโดนรุมแหงๆ...

“ความจริงแล้วโลกิอยู่ที่ตึกเค้ามาสักพักแล้วอะ เพิ่งหายไปเมื่อเช้าเอง แหะๆ”

…..

ชั่วครู่ที่ทุกสิ่งตกอยู่ในความเงียบ ก่อนที่มันจะถูกแทนที่ด้วยเสียงดังลั่นไปถึงนอกห้องในวินาทีถัดมา

“ว่าไงนะ!!!!!!!?”

***********

  สำหรับโลกิ ฐานะบุตรแห่งโอดิน เจ้าชายคนรองแห่งแอสการ์ด เป็นเพียงภาพลวงที่ถูกสร้างขึ้น

หากกับฐานะจอมเวทย์อันดับหนึ่งนั้น มาจากความสามารถของตัวเขาเอง เป็นเพียงไม่กี่สิ่งที่ 'เป็นของโลกิ' อย่างแท้จริง

ดวงตาสีเขียวมองภาพการประชุมของAvengersด้วยเวทย์มนต์ เรียวปากบางขยับเหยียดเป็นรอยยิ้ม

พันธนาการที่สะกดพลังเวทย์เขาไว้กำลังอ่อนแรงลงเต็มที มาดหมายว่าพระบิดาแห่งสรรพสิ่งคงใกล้โรยราเต็มทีแล้วกระมัง

ตอนนี้เขาสามารถใช้พลังเวทย์ได้เกือบครึ่งแล้ว และมันก็มากพอที่จะทำตามแผนขั้นต่อไป

โลกิลุกขึ้นยืน ก้าวเดินออกจากปราสาทเก่าโทรม สู่ทุ่งหิมะรกร้าง

ใช่... ที่นี่คือโยธันไฮม์...

'มันน่าทึ่งมากที่ท่านคิดวิธีเดินทางมาที่นี่ได้'เสียงหนึ่งกังวาลขึ้นอย่างไร้ที่มา หากเขารู้ดีว่านี่คือเสียงของจอมสอดรู้อันดับหนึ่ง

"อย่าลืมว่าข้าเป็นใคร ไฮม์ดัล"เทพมุสาในร่างของยักษ์น้ำแข็งเอ่ยพลางเหยียดยิ้ม

'ข้ายังคงจำได้ดีถึงอัจฉริยภาพของท่าน'

ใช่... ทั้งความฉลาดปราดเปรื่อง พลังเวทย์อันแข็งแกร่ง และวาจาที่สามารถเล่นสนุกกับจิตใจผู้คนได้ดั่งมายากล

โลกิอาจไม่ใช่นักรบที่มีกำลังมากเช่นธอร์และสหายของเทพสายฟ้าคนอื่นๆ แต่ใช่ว่าเขาจะอ่อนแอ โลกินั้นแข็งแกร่งเพรียบพร้อมสมตำแหน่งเจ้าชายยิ่งกว่าใครๆ แต่กลับไม่มีผู้ใดเห็น

ไม่มี... นอกจากผู้ที่เฝ้ามองทุกอย่างเช่นไฮม์ดัล  

'ถึงจะรู้ว่าท่านจะไม่เปลี่ยนใจ แต่ข้าขอยืนยันคำเดิม สิ่งที่ท่านทำอยู่นั้นไม่ฉลาดเลย'

แต่โลกิหาได้สนใจไม่ มือเรียวแตะลงบนพื้นหิมะเย็นเฉียบ หลับตาลง ก่อนเอ่ยตอบ

"บางทีข้าอาจไม่ใช่คนฉลาดก็เป็นได้"

เขาไม่สนหรอก ทั้งวิธีการ ฉลาดหรือไม่ฉลาด ขอแค่ให้ได้ธอร์มาก็พอแล้ว...

แผ่นดินสั่นสะเทือน ก่อนจะปริแยกออก พร้อมร่างของอสูรร้ายนับร้อยที่กระโดดขึ้นมาจากรอยแยกของน้ำแข็ง

พวกนี้ล้วนแต่เป็นยักษ์ที่ตายไปแล้ว สะสมความคั่งแค้นถึงแก่นแห่งวิญญาณ รอคอยวันที่จะกลับมาระบายความแค้นสู่แดนคนเป็น

"ยินดีต้อนรับสู่ชีวิต สหายข้า"โลกิพูด

"ถึงเวลาที่จะมอบความตายแก่พวกมนุษย์แล้ว ฆ่ามัน! แล้วข้าจะมอบชีวิตใหม่ให้โยธันไฮม์!!"

เสียงคำรามขานรับอย่างกึกก้อง เทพมุสาขยับยิ้ม

อีกนิดเดียว ธอร์...

อีกนิดเดียว เราก็จะได้อยู่ด้วยกันตลอดไปซะที...

**********

สถาณการณ์ที่โลกกำลังเลวร้าย ด้วยอยู่ๆกองทัพอสูรน้ำแข็งตัวยักษ์ก็ปรากฏตัวขึ้นกลางเมืองโดยไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ ผู้คนกรีดร้องและวิ่งหนีตายกันอลหม่าน ฝันร้ายที่คร่าชีวิตประชาชนกำลังกลับมาเยือนแมนฮัตตันอีกครั้ง ด้วยฝีมือของฆาตกรคนเดิม โลกิ...

“ให้ตายสิ พวกนี้มันตัวบ้าอะไรกัน!”นาตาชา ผู้ที่กำลังเปิดทางให้ชาวเมืองอพยบว่า หลังจากที่เธอจัดการศัตรูจนหัวขาด แต่มันก็ยังลุกขึ้นเก็บหัวตัวเองมาได้อย่างหน้าตาเฉย

“พวกมันเป็นยักษ์น้ำแข็งจากโยธันไฮม์ แต่มันน่าจะตายไปหมดดาวแล้ว ข้าไม่รู้ว่าโลกิไปรวมพวกมันมาจากไหน!”ธอร์ตะโกนตอบ มือกวัดแกว่งค้อนโยเนียร์ แต่สายตากวาดมองไปรอบๆเพื่อหาร่างของใครบางคน

ไม่มี... โลกิไม่ได้อยู่ที่นี่

“พวกมันมีกันร้อยกว่าตัว ตอนนี้กำลังกระจายไปทั่วเมือง แต่การเคลื่อนไหวดูมั่วๆ เหมือนไม่ได้วางแผนไว้”ฮอคอายที่สังเกตการณ์อยู่บนยอดตึกตะโกนบอก คิ้วกดเข้าหากันเป็นปม

 “คนอย่างโลกิไม่มีทางทำอะไรโดยไม่มีแผน ธอร์ คุณไปตามหาเขา ทางนี้พวกเราจัดการเอง”บลูซว่า เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ปากแค่นเป็นรอยยิ้ม ก่อนที่ร่างกายจะขยายใหญ่ขึ้น กลายเป็นตัวเองอีกคนที่เขาทั้งเกลียดชังแต่ก็คอยช่วยชีวิตเขาเสมอมา

“ยักษ์เขียวอารมณ์ร้อนกับยักษ์น้ำแข็งใส ค่อยสมน้ำสมเนื้อหน่อย”โทนี่ผิวปาก ก่อนจะบินไปห่างๆไม่ให้โดนลูกหลงจากฮัลค์

“เราต้องแยกกัน พวกนี้ฆ่าไม่ตายก็จริง แต่อย่างน้อยเราต้องถ่วงเวลาจนกว่าคนจะอพยพเสร็จ และจนกว่าธอร์จะหาโลกิเจอ”สตีฟว่า ซึ่งทุกคนต่างก็พยัคหน้ารับและแยกกันไปจัดการกับยักษ์น้ำแข็ง ศตรูใหม่ที่จำนวนน้อยแต่กลับฆ่ายังไงก็ไม่ตาย

คงต้องฝากความหวังว่าธอร์จะหาโลกิเจอโดยเร็ว ก่อนที่พวกเขาจะเป็นฝ่ายหมดแรงสู้...

“เป็นยักษ์น้ำแข็งเหมือนกันแต่ต่างกันจังวุ้ย”ไอเอิร์นแมนบ่นพึมพำพลางหักหลบเปลวไฟของพวกโยธันไฮม์ เขารู้มาว่าโลกิเองก็เป็นยักษ์ แต่หน้าตาไม่เห็นเหมือนเจ้าพวกนี้สักนิด พูดให้ถูกคือดูเจริญหูเจริญตากว่ามาก

‘ตรวจสอบโครงสร้างของเจ้าพวกนี้เสร็จแล้วครับคุณสตาร์ค’เสียงของจาร์วิสดังขึ้น พร้อมภาพโครงสร้างแบบแยกองค์ประกอบที่ฉายขึ้นให้เห็น

“ว่ามา”โทนี่พูด มือปล่อยRepulsor Beam Blaster ซัดใส่ยักษ์น้ำแข็งจนมันปลิวทะลุตึกไป

‘ลักษณะทางกายภาพคล้ายแร่ที่ปล่อยความเย็นออกมา ไม่สามารถระบุชนิดของมันได้ด้วยข้อมูลที่มีอยู่ในโลกมนุษย์ครับ อุณหภูมิภายนอกติดลบ196องศาเซลเซียส แต่ภายในอุณหภูมิสูงมาก น่าแปลกที่มันไม่ระเบิด คาดว่าความร้อนภายในเป็นที่มาของไฟที่ปล่อยออกมา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่สามารถสัมผัสได้ถึงความเป็นสิ่งมีชีวิตครับ’

“เป็นซอมบี้ยักษ์น้ำแข็งหรอเนี่ย ไม่น่า ฆ่าเท่าไหร่ก็ไม่ตาย”

“อันที่จริง พวกนี้เป็นซากสังขาร แต่ก็ใกล้เคียงกับคำว่าซอมบี้สำหรับมนุษย์”เสียงอันคุ้นเคยดังขึ้น เรียกให้โทนี่หันไปมอง ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปากพูดอะไรก็ถูกยักษ์น้ำแข็งตบปลิวตอนเผลอ

“เจอกันอีกที สภาพดูไม่จืดเลยนะ โทนี่ สตาร์ค”เทพมุสาที่ทำให้วุ่นกันทั้งแมนฮัตตันเหยียดยิ้ม ร่างผอมเพรียวบัดนี้กลับไปอยู่ในชุดสีเขียวเข้มอันคุ้นตาสาวเท้าเข้าไปใกล้ร่างในชุดเกราะที่กำลังงัดตัวเองออกมาจากซากกำแพง

อืม….ชุดหนัง อันที่จริงเขาชอบโลกิในชุดนี้นะ ช่วยเสริมสร้างจินตนาการดีไม่เลว แต่เดี๋ยว? มันใช่เวลามาคิดเรื่องนี้มั้ยเนี่ย!?

“โลกิ ไอ้พวกน้ำแข็งใสนี่มันตัวอะไรกันแน่”โทนี่ถาม 

“ก็เคยเป็นยักษ์น้ำแข็ง... เผ่าพันธ์เดียวกับข้า แต่พวกนี้ต่างออกไปหน่อย เพราะมันคือซากที่ถูกปลุกด้วยพลังเวทย์ ฆ่ายังไงก็ไม่ตาย เพราะมันตายมาตั้งแต่แรกแล้วไงล่ะ เป็นไง เจ้าชอบรึเปล่า”

“ก็เย็นดีนะ”เศรษฐีหนุ่มตอบกวน แม้ตอนนี้จะไม่ใช่เวลาจะมาเล่นก็เถอะ เขาเว้นระยะห่างจากอีกฝ่ายเล็กน้อย โลกิในตอนนี้ดูเหมือนจะได้พลังคืนมาแล้ว เป็นวายร้าย ไม่ใช่โลกิไร้พลังที่มีแค่ปากเสียๆเป็นอาวุธคนที่อยู่กับเขาตลอดสามเดือนที่ผ่านมา

“งั้นไว้ข้าจะให้ไปตั้งในห้องเจ้าสักตัว”สิ้นเสียง เทพมุสาก็โบกมือวูบ บังเกิดพลังสายหนึ่งที่มองไม่เห็น ซัดร่างอีกฝ่ายลอยไปไกล

“เห็นแก่ที่เจ้าเคยช่วยข้าไว้ ตอนนี้ข้าจะยังไม่ฆ่าเจ้า”เอ่ยพลางขยับมืออีกครั้ง ร่างในชุดเกราะก็ลอยขึ้น ก่อนจะถูกเหวี่ยงทิ้งไปอีกทาง

โทนี่ที่ล้มกลิ้งชนตึกไปเป็นแถบหยัดกายลุกขึ้นอยากสะบักสะบอม ก่อนทะยานเข้าไปใกล้เทพมุสา กำหมัดซัดเข้ากลางใบหน้าสวยจนร่างเพรียวเกือบเสียหลักล้ม

“ทำไมถึงทำแบบนี้ โลกิ ทั้งๆที่นายก็รู้ว่ามันไม่คุ้ม”ไอเอิร์นแมนเอ่ยถามด้วยสีหน้าจริงจังเป็นครั้งแรก สำหรับเขาแล้ว คิดว่าการกระทำครั้งนี้ของอีกฝ่ายดูยังไงๆก็ได้ไม่คุ้มเสีย และไม่ได้เหมาะกับคนฉลาดอย่างโลกิเลย

“ข้าไม่มีทางเลือก”เสียงนุ่มตอบ มือบางเช็ดรอยเลือดตรงมุมปาก 

ใช่... มันอาจจะไม่คุ้ม ทั้งการประกาศสงครามกับโลกมนุษย์และแอสการ์ด เพียงเพื่อจะได้ตัวธอร์มา ดูยังไงๆก็ไม่คุ้มเลย

แต่มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่ธอร์จะเป็นของเขา เพื่อที่จะให้ได้ธอร์มา ต่อให้ต้องลงทุนกว่านี้สักเท่าไหร่ โลกิก็พร้อมจะทำ เพียงเพื่อจะได้มีธอร์... 

“ทำอย่างนี้ต่อไปนายก็ได้มีแต่เจ็บ ทำไมไม่หยุดมันซะ”

ประโยคนั้นทำให้ดวงตาสีเขียวสวยปรือปิดลง เพื่อซ่อนความอ่อนไหวในสายตาไปให้พ้นจากทุกสรรพสิ่ง... ไปให้พ้นจากตนเอง

“ข้าอาจเจ็บปวดจริงอย่างเจ้าว่า แต่เมื่อทุกอย่างจบลง ข้าจะได้อยู่กับธอร์อย่างมีความสุข ดังนั้นข้าจะไม่หยุด... มันไม่มีทางเลือกสำหรับข้ามาตั้งแต่แรกแล้วโทนี่ สตาร์ค ไม่ว่าจะชีวิตของข้า ฐานะของข้า ทุกสิ่งเป็นเพียงคำลวงของโอดินที่บีบคั้นให้ข้าต้องทำเช่นนี้ และถึงแม้ว่าจะย้อนเวลากลับไปได้ ข้าก็ไม่คิดที่จะเปลี่ยนใจหรอกนะ...”เทพมุสาลืมตาขึ้น ในแววตามั่นคง เรียวปากเผยรอยยิ้มเหยียดแบบที่มักจะประดับอยู่บนใบหน้าเสมอ

“เพราะว่าข้าคือโลกิ”

คำตอบสมเป็นเจ้าตัวที่ทำให้คนฟังได้เพียงถอนหายใจ

“นายมันซึนเดเระจริงๆนั่นแหละ”

ทั้งๆที่ก็รู้ดีอยู่แล้วว่าต่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามแผน สุดท้ายก็จะได้ธอร์มาแต่ตัวเท่านั้น แต่ก็ยังเลือกที่จะทำต่อไป หลอกตัวเองว่าจะมีความสุข จะเรียกว่าทิฐิสูงหรือดื้อด้านดี

“อย่างเจ้าไม่เข้าใจข้าหรอก เพราะเจ้าไม่มีหัวใจ”โลกิว่า นิ้วเรียวแตะลงบนเตาปฏิกรณ์อาร์คที่ฉายแสงเรือง ก่อนที่จะดีดเบาๆ โทนี่ก็ถูกพลังเวทย์อัดปลิวอีกครั้ง

“เจอกันครั้งหน้าข้าฆ่าเจ้าแน่”สิ้นเสียง ร่างในชุดเขียวเข้มก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย ราวกับมิเคยยืนอยู่ตรงนั้น

“วันนี้ปลิวไปกี่ครั้งแล้ววะเนี่ย”มนุษย์ชุดเกราะบ่นอุบ ก่อนจะค้อนจาร์วิสที่ตอบจำนวนมาด้วยเสียงนิ่งๆ เขาลุกขึ้น มองตำแหน่งที่จนถึงเมื่อครู่ยังมีร่างของเทพมุสายืนอยู่

ตลอดช่วงเวลาสั้นๆที่ได้อยู่ด้วยกัน โทนี่ค้นพบว่าโลกิที่เขารู้จักไม่ใช่วายร้ายที่คิดจะครองโลก หรือทรราชย์แห่งเทพอะไรทั้งนั้น แต่เป็นแค่คนที่มีความรัก เจ็บปวดเพราะรัก ล้มลงเพราะรัก แต่ถึงแม้ว่าจะต้องล้มลงหรือเจ็บปวดสักเท่าไหร่ โลกิก็ไม่เคยที่จะหยุดรัก...

นั่นคือตัวตนของโลกิที่เขารู้จัก คนที่เหมือนจะเปราะบางแต่ก็แข็งแกร่งอย่างเหลือเชื่อ เช่นเดียวกับที่ดำมืด แต่ก็สว่างสไว

“หวังว่านายจะมีความสุขจริงๆสักทีนะ”พึมพำเสียงเบา ก่อนที่เขาจะหันไปจัดการกับพวกซอมบี้น้ำแข็งต่อ

************

เทพสายฟ้าที่กำลังตามหาอดีตน้องชายผู้บัดนี้เขายอมรับว่าตนไม่เหลือความรู้สึกใดๆต่ออีกฝ่ายอีกแล้วนอกจากความโกรธแค้นหยุดชะงัก ยามสัมผัสได้ถึงไอพลังอันคุ้นเคย

“โผล่หัวมาแล้วหรอ โลกิ!”เสียงคำรามประหนึ่งอัตสุนีบาตตวาดก้อง ธอร์ในยามนี้ดูน่าหวาดกลัวกว่าครั้งใดที่โลกิเคยพบเห็นกระนั้นเขาก็ข่มความหวาดหวั่นไว้ภายใน พร้อมเหยียดยิ้มบาง

“ทักทายกันดีๆก็ได้นี่ ธอร์”เขาเอ่ย ปลายเท้าสาวเข้าไปยืนประจันหน้ากับอีกฝ่าย

“เจ้าใช้พลังเวทย์ได้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”ธอร์ถาม มือแกร่งกำโยเนียร์แน่นจนเส้นเลือดปูดโปน 

“ก็สักพักแล้วล่ะ สงสัยโอดินใกล้ตายเต็มทีแล้วกระมัง”

“โลกิ!!”

โยเนียร์เหวี่ยงเข้าหาร่างเพรียวที่เอี้ยวตัวหลบแทบไม่ทัน เทพสายฟ้ากำลังโกรธจัดเสียจนทำให้นภากลายเป็นสีเข้ม อัตสุนีผ่านฟ้าคำรามก้อง ยิ่งยามเห็นดวงตาสีเขียวที่ไร้ความสำนึกผิดของอีกฝ่าย ยิ่งทำให้ไฟแค้นยิ่งลุกโชน

“โกรธที่ข้าพูดความจริงขนาดนั้นเลยหรือธอร์ โอดินแก่ชราพลังเสื่อมถอย และถึงแม้จะไม่ตายด้วยสังขาร ข้านี่แหละจะเป็นคนฆ่าเขาเอง!”

“สารเลว! เจ้ามันสันดานชั่วช้า ท่านพ่อไม่น่าเก็บเจ้ามาเลี้ยงเลยจริงๆ!”ธอร์ว่าพลางกวัดแกว่งค้อนในมือ หากโลกินั้นว่องไวกว่า มีดสั้นถูกซัดเข้าใส่ข้อมือของร่างสูง โยเนียร์หลุดมือร่วงลงพื้น

“ใช่! ถ้าโอดินไม่เก็บข้ามาก็คงจะดีกว่านี้ ถ้าไม่ใช่เพราะเขา ข้าคงไม่ต้องมีสภาพเช่นนี้หรอก!”เทพมุสาตวาด เขาวาดฝ่ามือซัดพลังใส่ธอร์ นัยน์ตาสีมรกตสะท้อนแววแค้นเคืองเจือเจ็บปวด

ถ้าไม่ใช่เพราะโอดิน ไม่ใช่เพราะฐานะจอมปลอมที่โอดินหยิบยื่น หลอกลวงเขามาตลอดชีวิต ทุกสิ่งก็คงไม่เป็นแบบนี้ เขาคงไม่ต้องทำแบบนี้ ไม่ต้องเป็นพี่น้องกับธอร์... 

ทำไมกัน ทำไมกันธอร์... เจ้าโทษทุกอย่างว่าเป็นความผิดของข้า แต่ลับไม่เคยคิดเลยว่าใครคือผู้ทำให้ข้าเป็นเช่นนี้ 

เจ้ารักมนุษย์ทั้งโลก แต่กลับไม่เคยสนใจใยดีข้า....

“ข้าจะทำลายให้หมด ทั้งโลกที่เจ้ารัก ทั้งโอดินและทุกคนที่หลอกลวงข้า ข้าจะทำลายมันให้หมด!!”สิ้นเสียง ร่างเพรียวก็ทะยานเข้าหาร่างสูง จับมือของอีกฝ่าย ก่อนที่เวทย์มนต์จะถูกร่ายออกมา เกิดเป็นขุมพลังที่ทำให้ธอร์รู้สึกหัวสมองอื้ออึง

พริบตาต่อมา ความรู้สึกมึนงงก็หายไป แทนที่ด้วยความตกตะลึง  ยามพบว่าตอนนี้ตนมิได้อยู่ที่มิดการ์ดอีกต่อไป หากแต่เป็นแอสการ์ด บนสะพานไบฟรอสต์...

“เจ้าทำได้ยังไง”ธอร์ถาม การข้ามมิติโดยไม่ต้องอาศัยสะพานไบฟรอสต์ ช่างเป็นพลังที่น่าหวาดหวั่นยิ่ง

โลกิซ่อนความสามารถเช่นนี้มาตลอดเลยงั้นหรือ...

“แค่เวทมนต์ต่ำต้อยเท่านั้น ฝ่าบาท”โลกิตอบ

สะพานไบฟรอสต์ สถานที่ที่เขาเลือกมาเพื่อปิดฉากเรื่องราวทั้งหมด

ร่างเพรียวผอมสาวเท้าเข้าไปใกล้เทพสายฟ้า มือบางแตะลงบนใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา ก่อนโน้มหน้าไปกระซิบ

“อยู่เล่นกับข้าสักครู่นะธอร์ ข้าจะให้เจ้าได้เห็นคนที่เจ้ารักตายไปทีละคน...ทีละคน สุดท้ายเจ้าจะไม่เหลืออะไรเลย นอกจากข้า”

ประโยคที่ทำให้โทสะปะทุขึ้นในใจ โยเนียร์ลอยกลับคืนสู่มือผู้เป็นนาย ก่อนจะฟาดลงบนลำตัวของเทพมุสา ส่งผลให้ร่างนั้นปลิวครูดไปกับพื้น

“ข้าจะฆ่าเจ้าก่อนที่เจ้าจะฆ่าพวกเขา!”ธอร์ตะโกนลั่น นัยน์ตาสีฟ้าดูขุ่นเข้มราวกับมีพายุลูกใหญ่อยู่ภายใน

“ฆ่าข้า?”โลกิเอ่ยทวน มือบางเช็ดคราบโลหิตตรงริมฝีปาก ก่อนจะหัวเราะออกมา

“เจ้าน่ะหรอจะฆ่าข้า? เจ้ากล้าหรือ... เจ้ากล้าหรือธอร์!!”

“โลกิ!”มือแกร่งบีบเข้าที่ลำคอเล็กๆของอดีตอนุชา ทำให้ใบหน้าคมหวานนั้นบิดเบี้ยว กระนั้นรอยยิ้มก็ยังคงไม่หายไป

“เจ้า….ทำไม่ลง...หรอก”เขาเค้นเสียงเอ่ยออกมาอย่างยากลำบาก แรงที่บีบคอของตนนั้นมีมากจนแทบจะหักคอเขาได้เดี๋ยวนั้น

แต่เขารู้ดีว่าธอร์จะไม่ทำ....

นัยน์ตาสีฟ้ามองดูคนตรงหน้า ความโกรธแค้นที่สุมยู่ในใจตลอดหลายเดือนประทุออกมา ในใจมีแต่เสียงร่ำร้องให้เพิ่มแรงมากกว่านี้ ให้ฆ่าทรราชย์ชั่วตรงหน้าซะ

โลกิฆ่าเจน... โลกิกำลังจะฆ่าทุกคน คนเช่นนี้ไม่สมควรมีชีวิตอยู่!

หากแต่ในวินาทีที่กำลังจะเพิ่มแรงบีบนั้น โลกิก็เอ่ยคำคำหนึ่งออกมา คำเพียงคำเดียวที่ทำให้เรี่ยวแรงทั้งหมดของเขาพลันสลายไป

“พี่ข้า...”

มันน่าเหลือเชื่อ และน่าโกรธแค้นตัวเองนัก... 

ร่างสูงซวนเซไปเล็กน้อย ภาพความทรงจำระหว่างเขากับโลกิผุดขึ้นมาเป็นฉากๆ โลกิที่เป็นน้องชายของเขา โลกิที่เยือกเย็น คอยช่วยเหลือเขาที่อารมณ์ร้อนหุนหัน

ทำไมกัน... ทำไมน้องชายในความทรงจำถึงเปลี่ยนไปขนาดนี้

แล้วทำไม ทั้งๆที่โลกิทำเรื่องเลวร้ายมากมาย แต่เขาก็ยังใจอ่อนในวินาทีสุดท้ายอยู่ดี

“ข้าบอกแล้ว...ว่าเจ้าไม่กล้าหรอก”โลกิไอโคล่ก สูดอากาศเข้าลึกๆ ก่อนเหยียดยิ้ม มือเรียวซัดใส่ร่างสูงจนปลิวไปอีกทาง

“เจ้ามันใจอ่อน ธอร์ ทั้งๆที่ข้าไม่ใช่น้องของเจ้า ไม่เคยเป็น...และไม่มีวันเป็น!”เขาตะโกน พลางเดินเข้ามาใกล้ร่างสูงที่ล้มอยู่บนพื้น ยกเท้าขึ้นเหยียบลงกลางแผ่นอก ดวงตาสีเขียวองลงต่ำอย่างผู้เหนือกว่า

“โลกิ ทำไม… เจ้าทำแบบนี้ทำไมกัน อำนาจสำคัญกับเจ้าถึงเพียงนั้นเชียวหรือ”ธอร์ถาม พร้อมกระอักเลือดออกมาคำใหญ่ ยามที่ฝ่าเท้ากระแทกเข้าแรงๆตรงกลางอก

จนบัดนี้เขาก็ยังไม่เข้าใจ โลกิเคยบอกว่าเขาโง่ ซึ่งมันก็จริง เขาไม่เคยเข้าใจเหตุผลของการกระทำของโลกิ ไม่ว่าจะเป็นเมื่อก่อน หรือตอนนี้

เขารู้ว่าโลกิโกรธแค้นโอดิน โกรธแค้นเขา ฟริก้า แอสการ์ด แต่ไม่รู้ว่าทำไมโลกิถึงได้จงใจทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่เขารัก แต่กลับไม่ยอมฆ่าเขา ทั้งหมดที่โลกิต้องการคืออะไร เพียงแค่อำนาจเท่านั้นหรือ...

“ถ้าเจ้าต้องการบรรลังก์แอสการ์ด เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้ ข้าไม่ต้องการมัน ข้าแค่ต้องการอยู่กับคนที่รัก ท่านพ่อ ท่านแม่ เจ้า และเจน…”หากไม่ทันได้เอ่ยจบ หมัดหนักๆก็กระแทกเข้าเต็มหน้า โลกิย่อกายลงคร่อมร่างแกร่งเอาไว้ มือทั้งสองกระชากคอเสื้ออีกฝ่ายขึ้นมา

“อย่าพูดถึงนางให้ข้าได้ยินอีก! นังผู้หญิงนั่นตายไปแล้ว! เหมือนกับทุกๆคนที่เจ้ารักที่ข้าจะฆ่าให้หมด!”

ทำไม… ทำไมเจ้าถึงยังพูดถึงนาง

ทำไมเจ้าถึงคิดว่าที่ข้าทำไปทั้งหมดเพื่อบรรลังก์แอสการ์ด ทุกสิ่งล้วนไม่สำคัญ ล้วนด้อยค่า

ที่ข้าต้องการคือเจ้า... 

โลกิเหยียดยิ้มเหมือนทุกครั้ง หากครานี้เป็นรอยยิ้มที่มีไว้เพื่อเย้ยหยันตนเอง

แต่ไหนแต่ไรมา เจ้าไม่เคยสนใจใยดีข้าสักนิด ธอร์

เมื่อครั้งเป็นเด็ก ข้าที่เป็นน้องก็เหมือนเงามืดที่ซ่อนตัวอยู่ใต้แสงสว่างของเจ้า

เมื่อครั้งมีสหายมากมายรุมล้อม ข้าก็ได้แต่มองเจ้าอยู่จากวงนอก

เมื่อยามเจ้ามุทะลุเอาแต่ใจ ใครคอยห้ามเจ้า แต่เจ้าไม่สนใจจะฟัง และยามเมื่อเจ้าโดนลงโทษ ก็เป็นใครเล่าที่คอยช่วย

ข้า… เป็นข้าในอดีตที่โง่เขลา ทำเพื่อเจ้า โดยที่เจ้าไม่ได้สนใจข้าสักนิด

น้องชาย... ฐานะที่ข้าชิงชัง เพราะมันทำให้ข้าต้องเป็นเงา ถูกบดบังจากแสงสว่างที่ข้าไม่อาจเทียบเคียงของผู้เป็นพี่ ฐานะจอมปลอม พอๆกับรักจอมปลอมจากเจ้า จากโอดิน

และเมื่อมีเจน... เจ้าก็สนใจแต่นาง เจ้าบอกให้ข้ารอ ทั้งๆที่รู้ว่าเจ้าช่วยข้าออกไปจากคุกนั่นไม่ได้ แต่เจ้าก็ยังหลอกให้ข้ารอ

ดังนั้น... ข้าจึงต้องทำลาย ทำลายทุกสิ่งที่แย่งเอาความสนใจของเจ้าไปจากข้า และแม้ว่ามันจะทำให้เจ้าเกลียดชังข้าตลอดไป แต่นั่นก็หมายถึง ชั่วชีวิตนี้ สายตาของเจ้าจะไม่ละไปจากข้า...

โลกิลูบโลหิตสีชาดบนใบหน้าหล่อเหลา ไล่ไปตามไรหนวดสากๆ พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“อีกไม่นานหรอกธอร์ เรื่องนี้จะจบ และทั้งหมดก็จะเหลือเพียงข้ากับเจ้าเท่านั้น...”ว่าพลางคลี่ยิ้มละไม รอยยิ้มนั้นสวยงาม แต่ฉาบด้วยความร้ายกาจจนคนมองรู้สึกหนาวเหน็บ

“เริ่มจากพระบิดาอันเป็นที่รักดีมั้ย”พูดจบ ร่างเพรียวก็ลุกขึ้น ฝ่ามือโบกวูบ ภาพของโอดินที่นอนอยู่บนเตียงก็ปรากฏขึ้น

“เจ้าจะทำอะไร!”ธอร์ตะโกนถาม เทพสายฟ้าฝืนลุกขึ้นในทันที ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อพบว่าร่างของตนถูกกดไว้ด้วยพลังบางอย่างที่มองไม่เห็น

“ไม่ต้องรีบร้อนหรอกธอร์ เรายังมีเวลาให้คุยกันหลังจากนี้อีกเยอะ”โลกิว่า ดวงตาสีเขียวมองดูบิดาแห่งสรพพสิ่ง เวลาเพียงไม่นานที่ไม่ได้พบ โอดินกลับดูแก่ชราลงไปอย่างมาก

เขายื่นมือออกไปเบื้องหน้า ฝ่ามือเรียวนั้นหายไปรากับทะลุผ่านผิวน้ำ และไปปรากฏอยู่ที่ลำคอของโอดิน

“โลกิ!!!”เสียงเข้มตวาดเป็นการห้าม หากแต่เจ้าของชื่อไม่สนใจ โลกิกำมือลง บีบลำคอของโอดินด้วยแรงทั้งหมดอย่างไม่ลังเล

เปรี้ยง!

สายฟ้าเส้นใหญ่ฟาดลงสู่พิ้น ทำให้ร่างผอมบางต้องขยับหลบ หากแต่ยังไม่ทันได้ทำอะไร แรงประทะหนักๆของโยเนียร์ก็ทำให้เขาล้มลงไปกับพื้น

ธอร์ยืนหอบอยู่เหนือร่างของเทพมุสา เลือดแดงสดหลั่งรินออกจากบาดแผลซึ่งเกิดจากการฝืนต้านพลังเวทของอีกฝ่าย ค้อนโยเนียร์กำแน่นอยู่ในมือ

“เจ้าไม่ใช่น้องของข้า...”เขาเอ่ยพึมพำ มองดูโลกิที่กำลังยันตัวลุกขึ้นจากพิ้น

“ใช่ ข้าไม่ใช่น้องเจ้า เพิ่งจะยอมรับได้รึไง”ร่างเพรียวว่า ในขณะที่ลุกขึ้นยืน ความเจ็บแผ่ซ่านจากชายโครงขึ้นไปจนทำให้ซวนเซเล็กน้อย

ธอร์มองเข้าไปในดวงตาสีเขียวของอีกฝ่าย ก่อนจะหลับตาลง ในใจตัดสินใจอย่างมาดมั่น

ถ้าเขาไม่หยุดโลกิ ทุกคนจะต้องตาย ทั้งมิดการ์ดและแอสการ์ดต้องพังพินาศ...

“เมื่อเจ้าไม่ใช่น้องข้า... ก็ไม่มีเหตุผลที่ข้าจะไม่ฆ่าเจ้าอีกแล้ว โลกิ”

 *************

“มันเริ่มขึ้นแล้ว...”

ไฮม์ดัลที่เห็นเหตุการณ์ทุกอย่างพึมพำขึ้นกับตนเอง

เขามองเห็นทุกอย่าง จึงสามารถคาดเดาเรื่องราวได้ทั้งหมด

นานมาแล้ว เอิร์ล สกัล และเวอร์ดันดี้ สามเทพธิดาแห่งโชคชะตาได้มอบคำทำนายถึงวันที่เทพเจ้าทั้งมวลจะถูกสังหาร โลกตกอยู่ในความมืด ทั้งอดีตจะไร้ความหมาย ปัจจุบันจะว่างเปล่า และอนาคตก็จะไม่มีอีกต่อไป

…แรคนาร็อค...

วันที่เทพทั้งปวงจะพินาศสิ้น ด้วยฝีมือของเทพมุสา โลกิ…

โอดินไม่อาจไม่เชื่อคำทำนายนั้น แต่เขาก็ยังเลี้ยงโลกิมาจนเติบใหญ่ ด้วยหวังว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงโชคชะตาได้

หากแต่ไร้ผล... โลกิก้าวสู่เส้นทางแห่งการทำลายล้าง โทษหนักหนาและสมควรประหารเพื่อจะป้องกันไม่ให้แรคนาร็อคมาถึง แต่โอดินก็ตัดใจไม่ลง เขาเป็นบิดา ย่อมต้องรักบุตร แม้จะไม่ใช่ลูกแท้ๆ จึงได้แต่เพียงขังโลกิเอาไว้เท่านั้น นั่นคือความรักของโอดิน

ซึ่งนั่นเป็นการกระทำที่ผิดพลาดอย่างที่สุด... 

ความสิ้นหวัง โศกเศร้า ความผิดหวัง เจ็บปวดจากการถูกทรยศหลอกลวง ผลักดันให้โลกิเดินมาถึงเส้นทางแห่งโชคชะตาที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง

หากว่าโลกิรู้ความจริงทั้งหมด เขาคงเลือกตายอยู่ในโยธันไฮม์ตั้งแต่แรก ดีกว่าต้องทนอยู่กับความเจ็บปวดที่กัดกร่อนจิตใจให้ดำมืดกระมัง

นายทวารแห่งไบฟรอสต์มองดูภาพการต่อสู้ของเทพสายฟ้าและเทพมุสา 

เหลือเพียงความหวังเดียวที่จะทำให้โลกรอดพ้นจากแรคนาร็อค... แสงสว่างสุดท้ายที่สามารถส่องไปถึงโลกิได้

“หวังว่าท่านจะรู้ตัวสักที ว่าสิ่งที่โลกิต้องการแท้จริงคือสิ่งใด”

 ***********

โยเนียร์สำแดงพลังท่ามกลางสายฟ้าที่พาดผ่าน อาวุธประจำกายของโลกิมีเพียงมีดสั้นที่ใช้ประสานกับพลังเวทย์ เมื่อสู้กันอย่างยืดเยื้อ เขาย่อมตกเป็นรองทั้งเรื่องของอำนาจวิเศษที่ยากต่อกรของอาวุธวิเศษอย่างค้อนโยเนียร์ และด้านพละกำลัง

ร่างเพรียวบางถอยร่น บนตัวเริ่มปรากฏบาดแผลให้เห็นหลายแห่ง เห็นได้ชัดว่าตอนนี้ธอร์คิดจะฆ่าเขาจริงๆ

แต่จะทำได้จริงน่ะหรือ... เขามีความมั่นใจว่าธอร์ใจอ่อนเกินกว่าจะลงมือในตอนสุดท้าย

โลกิยกมือขึ้นรับค้อนที่ฟาดลงมาตรงๆเนื่องจากหลบไม่พ้น พลังที่แผ่ออกมาจากอาวุธทำให้ผิวหนังปริแตก เลือดสดๆไหลริน

“ถึงเจ้าฆ่าข้าได้ ก็หยุดกองทัพข้าไม่ได้หรอก”เขาเอ่ย พลังมหาศาลที่กดทับลงมาทำให้มือเขาสั่น แต่ก็ยังคงรักษารอยยิ้มไว้บนใบหน้าได้เป็นอย่างดี

“แต่ถ้าข้าฆ่าเจ้าได้เร็วเท่าไหร่ ก็ย่อมมีเวลาไปหยุดกองทัพของเจ้าเร็วเท่านั้น!”ธอร์ตะคอก ในตอนนี้เขาลังเลไม่ได้อีกต่อไปแล้ว 

เทพสายฟ้ารวบรวมพลังไปที่โยเนียร์ เห็นได้ชัดว่าโลกิคงต้านไว้ได้อีกไม่นาน จึงตัดสินใจจะโจมตีครั้งสุดท้าย

เขาถามตัวเองว่าตนตัดใจฆ่าคนตรงหน้่าได้จริงหรือ คนที่เติบโตมาด้วยกัน...

คำตอบคือไม่มีทางเลือก ชีวิตโลกิชีวิตเดียวกับคนทั้งมิดการ์ดและแอสการ์ด เขาต้องเลือกอย่างหลัง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าโลกิทำเรื่องเลวร้ายไว้มากเพียงไร

โลกิสังหารเจน… สตรีที่เขารักที่สุด โลกิฆ่านาง สมควรแล้วที่จะต้องชดใช้!

“น่าประทับใจจริงๆธอร์ เป็นฮีโร่ปกป้องโลกงั้นหรือ ข้าซาบซึ้งจนน้ำตาจะไหล!”เทพมุสาตวาดลั่น เขารวบรวมพลังเวทย์ทั้งหมดเข้าต้านโยเนียร์ เกิดเป็นขุมพลังที่ผลักดันกันจนทั้งคู่ถูกดีดกระเด็นไปคนละทาง

ร่างผอมบางปลิวไถลไปตามพื้น และโชคร้ายที่แรงดีดของพลังมากพอจะซัดเขาให้พลัดตกลงจากสะพานสายรุ้ง แม้มือจะยึดขอบสะพานไว้ได้ทัน กระนั้นเรี่ยวแรงที่แทบไม่มีเหลือกก็ไม่พอที่จะเหวี่ยงตัวเองกลับขึ้นไปได้

น่าขำนัก... สุดท้ายแล้ว แม้แต่โชคชะตาก็ยังเย้ยหยันเขา...

ดวงตาสีเขียวปรือปิดลง มันไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาห้อยติดอยู่กับสะพานแบบนี้ ครั้งนั้นมีธอร์และโอดินคอยดึงเอาไว้ แต่ครั้งนี้...

โลกิลืมตาขึ้นอีกครั้ง เหยียดยิ้มให้กับร่างสูงที่ปรากฏตรงเบื้องบน

คงจะเป็นการผลักไสให้เขาตกลงไป มิใช่ช่วยดึง...

“เหตุการณ์คุ้นๆนะว่ามั้ย ข้าเดาว่าเจ้าคงนึกเสียใจที่ข้าไม่ตายไปตั้งแต่ครั้งก่อนกระมัง” 

ธอร์มองดูร่างที่พลัดตกจากสะพานไบฟรอสต์ด้วยดวงตาสีฟ้าขุ่นมัว

“เจ้าทำชั่วไว้มาก โลกิ… เจ้าสมควรต้องชดใช้”

คำนี้เอ่ยกับอีกฝ่าย และเป็นการเอ่ยย้ำกับตนเองไม่ให้ใจอ่อนอีก

“ชดใช้?”เทพมุสาเอ่ยทวน ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่น

“ทำไมข้าต้องชดใช้... เป็นพวกเจ้าที่สมควรต้องชดใช้ให้ข้า! เป็นพวกเจ้าที่ทำให้ข้าเป็นแบบนี้ บีบให้ข้าไม่มีทางเลือก!”

“ไม่มีใครทำให้เจ้าเป็นแบบนี้ ทั้งหมดนี่เจ้าทำตัวเอง! เจ้าเป็นคนเลือกเอง!”เทพสายฟ้าสวนกลับด้วยเสียงดังไม่แพ้กัน

ทำไมจนป่านนี้เจ้ายังไม่ยอมรับว่าที่เจ้าทำมันผิด...

“หึ… จริงอยู่ว่าข้าเลือกที่จะทำเช่นนี้ และต่อให้เลือกใหม่ได้ ข้าก็จะทำแบบเดิมอย่างไม่สำนึกเสียใจสักนิด”

“เจ้า...”

ยังไม่ทันได้กล่าวอะไร โลกิก็ชิงพูดขัด

“ข้าไม่ผิด! ทุกสิ่งที่ข้าปรารถนามิเคยเป็นของข้า! ครอบครัวที่ข้าเคยคิดว่ามีหายไปในวันเดียว... เจ้าคิดว่ามันง่ายนักหรือที่จะอภัยให้แก่คนที่หลอกลวงข้ามาทั้งชีวิต เมื่อสิ่งที่ต้องการไม่ได้เป็นของข้า ข้าก็จะแย่งชิงมันมาด้วยตัวเอง!”เขาใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดไปกับการพูดจนต้องหอบหายใจ มือที่จับสะพานอยู่เริ่มสั่นระริก

“ข้าเคยบอกไปแล้วว่าท่านพ่อรักเจ้า ท่านแม่และข้าก็รักเจ้า เป็นเจ้าเองที่ไม่เชื่อและทำลายทุกอย่าง!”ธอร์ว่า ความเจ็บปวดในใจปนเปไปกับความโกรธแค้น

‘ความปรารถนาของโลกิคือสิ่งใด’

คำถามที่ไฮม์ดัลเคยถามเขาไว้ก่อนเดินทางมามิดการ์ดดังขึ้นในสมอง เขาหลับตาลง ข่มความเจ็บปวดที่เกาะกุมในจิตใจ ก่อนถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิม

“โลกิ จ้าต้องการอะไรกันแน่... ที่เจ้าทำไปทั้งหมดแค่เพื่ออำนาจงั้นหรือ”

นัยน์ตาสีเขียวมองดูใบหน้าหล่อเหลาตรงหน้า มันช่างดูอ่อนล้า เจ็บปวด จนราวกับว่าธอร์คนเดิมที่ยิ้มแย้มอยู่เสมอไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว

“เจ้ามันโง่...ธอร์ จนกระทั่งตอนนี้เจ้าก็ยังคิดว่าข้าทำทุกอย่างไปเพื่ออำนาจไร้ค่าพวกนั้น”โลกิเอ่ย ก่อนเว้นจังหวะไปชั่วครู่

ตัวเขาในสายตาของธอร์คงเลวร้ายมากกระมัง...

แต่นั่นแหละ ดีแล้ว… เขาบอกกับตัวเอง ย้ำมันอีกครั้ง

เมื่อเจ้าไม่รักข้า ก็ทำให้เจ้าเกลียดข้าที่สุด 

…เพราะข้าเองก็เกลียดเจ้าเช่นกัน....

“เมื่อเจ้าไม่รู้....”เทพมุสายิ้ม นัยน์ตาคู่สวยมองสบกับดวงตาสีฟ้า

“ข้าก็จะปล่อยให้เจ้าไม่รู้ตลอดไป”

สิ้นเสียง โลกิก็ปล่อยมือ ทิ้งร่างให้ร่วงหล่นลงไปสู่จักรวาลอันมืดมิดด้วยหัวใจที่สงบอย่างน่าประหลาด

ก่อนหน้าที่จะมาหาธอร์ เขาได้ร่ายเวทมนต์เอาไว้แล้ว... ขอเพียงแค่ออกคำสั่ง หรือว่าตัวเขาตายไป มันก็จะทำงาน และทั่วทั้งแอสการ์ดก็จะตกอยู่ในทะเลเพลิง

“โลกิ!”

ธอร์ร้องเรียก มือหนาเผลอคว้างมือบางตามสัญชาตญาณ

ฉับพลันนั้น ดวงตาสีฟ้าก็ต้องเบิกกว้าง เมื่อคลื่นความรู้สึกอันรุนแรงซัดผ่านเข้ามาในร่างกาย

เป็นความรู้สึกหลากหลายที่ปนเปกัน เหมือนเอาสีมาสาดทับกันไว้เป็นชั้นๆ จนรวมกันเป็นสีดำขุ่นมัว

เจ็บปวด... โศกเศร้า... โหยหา.... สิ้นหวัง.... บีบรัดจนแทบหายใจไม่ออก

ในชั่วขณะที่เสี้ยววินาทียาวนานดั่งวันคืน เขาได้ยินเสียง...

เสียงที่แรกเริ่มแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน ก่อนจะค่อยๆดังขึ้น กังวาลอยู่ในโสตประสาท

‘ต้องพยายามให้มากกว่านี้... ต้องเก่งกว่านี้ ท่านพ่อจะได้ยอมรับข้า’

เสียงเล็กๆนั้นอ่อนวัย และธอร์คลับคล้ายกับว่าเคยได้ยินมาก่อน

‘ธอร์ก่อเรื่องอีกแล้ว ข้าเตือนเท่าไหร่ก็ไม่ฟัง คงต้องฝึกเวทให้มากกว่านี้ จะได้คอยช่วยท่านพี่’ 

และแล้วเขาก็นึกออก... มันคือเสียงของโลกิเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก...

‘วันนี้ต้องไปหาท่านแม่ บอกว่าเวทมนต์ที่ท่านแม่สอนให้เมื่อวานข้าใช้ได้คล่องแล้ว ท่านแม่ต้องชมข้าแน่ๆเลย’

ความคิดที่ใสซื่อ เรียบง่าย และบริสุทธิ์เช่นนี้ คือสิ่งที่อยู่ในใจของโลกิอย่างงั้นหรือ....

เขารู้สึกสับสน ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดเขาถึงได้ยินสิ่งเหล่านี้ เวลารอบกายดูเหมือนจะหยุดนิ่งลง และมีแต่เสียงของโลกิที่ดังอยู่ในโสตประสาท ความรู้สึกต่างๆของโลกิกำลังหลั่งใหลเข้ามาในการรับรู้ของเขา

‘ทำไม… ทำไมพวกท่านต้องหลอกลวงข้า แท้จริงข้าคือใครกันแน่ ข้าคือตัวอะไรกันแน่!’

คราวนี้น้ำเสียงเปลี่ยนไป กลายเป็นเสียงของโลกิในปัจจุบัณ แต่ที่ต่างออกไปคือเสียงนั้นเจือด้วยการสะอื้นไห้และความเจ็บปวดอย่างที่สุด...

‘เจ็บ… ท่านแม่...ข้าเจ็บเหลือเกิน...’

นี่ก็เสียงร้องไห้...

‘ธอร์.... ทำไมเจ้าต้องบอกให้ข้ารอ เจ้ามีเจน... เมื่อเจ้ามีนาง เจ้าก็จะลืมข้า... แล้วจะให้ข้ารอสิ่งใดกัน’

เขาไม่เคยเห็นโลกิร้องไห้... ไม่เคยคิดว่าโลกิที่เหยียดยิ้มอย่างทระนงอยู่เสมอเก็บซ่อนน้ำตาเหล่านี้เอาไว้ ไม่เคยให้ใครได้เห็น

‘ข้าเกลียดเจ้า... ธอร์ ข้ารักเจ้า แต่ข้าก็เกลียดเจ้าเช่นกัน อย่าเรียกข้าว่าน้อง... ข้าไม่ใช่น้องเจ้า ข้าไม่ใช่... ข้าไม่ต้องการจะเป็น...’

ความเจ็บปวดก่อตัวขึ้นในใจของเขา ปวดร้าวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

‘เมื่อเจ้าไม่เคยสนใจข้า... ข้าก็จะทำลายทุกสิ่งที่เจ้ารัก เมื่อเจ้าเลือกนาง ข้าก็จะฆ่านาง เจ้าไม่รักข้าก็ไม่เป็นไร เพราะข้าเองก็เกลียดเจ้าเช่นเดียวกัน ธอร์... ยิ่งเจ้าเกลียดชังข้ามากเพียงไร ชั่วชีวิตเจ้าก็จะลืมข้าไม่ได้ แค่นั้นก็พอแล้ว....’

ที่แท้เป็นเขา.... เป็นเขาเองที่ทำให้โลกิต้องเป็นอย่างนี้

ทำไมกันนะ... ทั้งๆที่อยู่ใกล้กันขนาดนี้ เขากลับไม่เคยรู้เลยว่าในใจของโลกิคิดอะไร ไม่เคยรู้เลยว่าโลกิรู้สึกยังไง...

ภาพทุกอย่างหมุนวนสู่ความจริง โลกิจ้องมองดูธอร์ที่นิ่งงันไปด้วยความไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

ทำไมเจ้าไม่ปล่อยให้ข้าตายไปซะ...

ถ้าเขาตายตอนนี้ ตายต่อหน้าอีกฝ่าย ธอร์จะไมมีวันลืมเขาอย่างแน่นอน ซึ่งนั่นก็ถือว่าบรรลุเป้าหมาย

เจ้ามันใจอ่อน... ถึงจะบอกว่าไม่ แต่ในใจเจ้าก็ยังคงเห็นข้าเป็นน้องอยู่ดี

เพราะอย่างนั้นข้าถึงได้เกลียดเจ้า...

ทันใดนั้น โลกิก็ต้องเบิกตากว้าง ยามเห็นหยาดน้ำตาในดวงตาสีฟ้า

ธอร์ร้องไห้...? 

“มาร้องไห้เสียใจเพราะคิดถึงนังผู้หญิงคนนั้นหรือไง ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็รีบปล่อยข้าได้แล้ว ข้าจะได้....”

ยังไม่ทันเอ่ยจบประโยค อีกฝ่ายก็เอ่ยขึ้น เป็นคำพูดสองพยางค์สั้นๆที่ทำให้สมองเขาอื้ออึงยิ่งกว่าถูกโยเนียร์ทุบ

“ขอโทษ…. น้องข้า... ข้าขอโทษ...”

แม้ไม่รู้ว่าอยู่ๆธอร์มาขอโทษเขาเรื่องอะไรก็ตาม แต่เขาก็ยิ้มออกมา ก่อนเอ่ยตอบ

“ข้า-ไม่-ยกโทษ-ให้-เจ้า”

พูดชัดๆที่ละคำ ก่อนที่จะจิกเล็บลงบนฝ่ามือหนา ทิ้งร่างของตนให้จมล่งสู่ความมืดมิดเบื้องล่างด้วยรอยยิ้ม สลายเวทมนต์ทั้งหมดที่เคยร่ายเอาไว้ไปจนหมดสิ้น

เขาไม่ได้ใจอ่อน... แต่แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว เขารู้ว่าจากนี้ไปจนถึงวันสุดท้าย ธอร์จะไม่มีวันลืมเขา

…และไม่มีวันได้รับการให้อภัยจากเขา....

“โลกิ!!!!!!”

สุดท้ายแล้ว เจ้าก็ยังเห็นข้าเป็นน้อง... นั่นทำให้ข้ายกโทษให้เจ้าไม่ได้

ข้าพยายามทำลายความสัมพันธ์พี่น้องพวกนั้นลง เพื่อให้เจ้ามองว่าข้าเป็นเพียงโลกิ... ข้าอยากให้เจ้ารักที่ข้าเป็นโลกิ ไม่ใช่เพราะว่าข้าเป็นน้องของเจ้า กระทั่งเมื่อปรารถนาให้เจ้าเกลียดข้า ก็ยังอยากให้เจ้าเกลียดข้าที่เป็นยักษ์น้ำแข็ง จดจำข้าในฐานะยักษ์น้ำแข็ง ศัตรูของปวงเทพ ไม่ใช่ในฐานะน้องชายทรราชย์ของเจ้า...

เพราะแบบนี้ข้าจึงเกลียดเจ้า ธอร์...

แต่ก็เพราะแบบนี้... ข้าถึงได้รักเจ้าทั้งๆที่เกลียดเจ้าด้วยเช่นกัน....

 

 

--------------------------------------------------

.

.

.

.

.

.

.

.

.

 




 

ทอม ฮิดเดิลสตัน กำลังนั่งอ่านสคริปต์อยู่บนโซฟาตัวนุ่ม

มันเป็นหนังเรื่องใหม่ที่ทำขึ้นเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ทัพต่างดาวถล่มแมนฮัตตันเมื่อร้อยห้าสิบปีก่อน เขาพลิกหน้ากระดาษไปมา จริงอยู่ในยุคนี้แทบไม่จำเป็นต้องใช้กระดาษอีกแล้ว มีเทคโนโลยีมากมายที่นำมาใช้จดบันทึกสิ่งต่างๆแทนแผ่นกระดาษ แถมยังมีประสิทธิภาพมากกว่า อย่างไรก็ตาม มีคนบางกลุ่มที่ยังคงนิยมใช้กระดาษกันอยู่ด้วยเหตุผลด้านสัมผัสและสุนทรีย์ศาสตร์ แน่นอน... ทอม ฮิดเดิลสตันเป็นหนึ่งในนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย

เขาคิดว่าเทคโนโลยีสามารถทดแทนสืงต่างๆได้แต่ไม่ใช่ทั้งหมด อย่างเช่นพวกหนังสือต่างๆที่เขาคิดว่ามันจะมีคุณค่ากว่าหากทำเป็นเล่มๆ ไม่ใช่ทำเป็นชุดข้อมูลที่สามารถดึงมาอ่านผ่านอุปกรณ์ต่างๆ เขาไม่เถียงว่ามันสะดวก แต่บางครั้ง บางคนเช่นเขาก็ให้ค่ากับความคลาสสิคมากกว่าความสะดวก

     กลับมาที่แผ่นกระดาษในมือ ดวงตาสีเขียวอ่านทวนมันจนจบเป็นรอบที่สอง ก่อนจะถอนหายใจ
มันเป็นภาพยนต์อิงเรื่องจริงเกี่ยวกับซุปเปอร์ฮีโร่ที่ออกมาพิทักษ์โลกจากเหล่าร้ายที่คิดจะทำลายล้างและยึดครองโลก พล็อตเรื่องดูสุดแสนจะซ้ำซากจำเจ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าซุปเปอร์ฮีโร่คล้ายจะกลายเป็นวัฒนธรรมทางภาพยนต์ของอเมริกาไปเสียแล้ว คุณอาจจะคิดว่ามันซ้ำซาก กระนั้นคุณก็ยังดูและตื่นเต้น สนุกไปกับมัน นั่นคงเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของหนังแนวนี้กระมัง

บทที่เขาได้รับเลือกให้เล่นคือโลกิ ตัวร้ายของเรื่อง อันที่จริง... เขาไปแคสบทของธอร์มา แต่สุดท้ายก็ได้เล่นเป็นโลกิ

คิดแล้วก็น่าขำชะมัด ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจหนี ‘ตัวตน’ ที่แท้จริงได้สิน่า

     ทอม ฮิดเดิลสตัน หรืออันที่จริงคือโลกิ ลาฟฟี่ซัน แค่นยิ้มฝืนๆ นับแต่วันที่เขาตกลงมาจากสะพานไบฟรอสต์ก็ผ่านมาได้ร้อยปีเศษแล้ว เขาตัดสินใจซ่อนตัวเงียบๆให้ทุกคนคิดว่าโลกิตายไปแล้ว รอจนทุกคนที่รู้จักโลกิบนโลกนี้จากไปทีละคนๆจนหมด เขาจึงได้ออกมา เปลี่ยนทั้งชื่อและฐานะ มันง่ายมากสำหรับเขาที่จะสร้างละครเศร้าฉากเล็กๆเรียกความสงสารจากมิสและมิสเตอร์ฮิดเดิลสตัน ทั้งสองรับเขาเป็นลูกบุญธรรม ให้เขาเรียนมหาวิทยาลัย ซึ่งเขาก็แสดงบทลูกชายแสนดีได้อย่างไร้ที่ติ และไม่รู้จะหัวเราะหรืออะไรดีที่ความสามารถนี้ของเขาทำให้เขาเข้ามาสู่วงการนักแสดงได้อย่างราบรื่น

ตอนนี้เขาคือนักแสดงคนหนึ่งที่กำลังจะได้เล่นหนังเรื่องThe Avengers ในบทของโลกิ....

นี่เป็นอีกเรื่องที่เขาอยากหัวเราะนอกเสียจากการที่เขาหนีบทตัวเองไม่พ้น ก็คือเรื่องที่คนเขียนบทของโลกิเขียนได้ดี เข้าใจถึงความรู้สึกสับสนและเจ็บปวดทั้งปวงของโลกิมากกว่าเขาที่เป็น’โลกิ’จริงๆเสียอีก...
ทอมวางสคริปลงบนโต๊ะ ก่อนหลับตาลง

     ไม่มีเหตุผลใดๆที่เขาจะต้องกลับไปแอสการ์ดอีก ธอร์คิดว่าโลกิตายไปแล้ว จากสายตาที่ธอร์มองเขาครั้งสุดท้าย... เขาแน่ใจว่าธอร์จะต้องอยู่ในความทรมาณใจไปทั้งชีวิต และธอร์จะไม่มีวันลืมเขา ไม่มีวันหยุดคิดถึงเหตุผลต่างๆนานๆที่ทำให้’น้องชาย’เปลี่ยนไป

ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมี’โลกิ’อีกต่อไปแล้ว

หัวใจของนักแสดงหนุ่มเจ็บแปลบขึ้นมาแวบหนึ่ง ก่อนที่ความรู้สึกนั้นจะหายไปอย่างรวดเร็ว

ไม่... เขาจะต้องตัดทุกความรู้สึกเจ็บปวดที่แม้แต่ตนยังไม่รู้สาเหตุนี้ออกไปให้หมด ตอนนี้เขาไม่ใช่โลกิ แต่เป็นทอม ฮิดเดิลสตัน เขาจะใช้ชีวิตเรียบง่ายและมีความสุขกับการที่จะเห็นธอร์ทรมาณและครุ่นคิดถึง ‘โลกิ’ ไปตลอดกาล 

    เขานึกจินตนาการถึงธอร์ในบางครั้งว่าตอนนี้อีกฝ่ายเป็นอย่างไร ทำอะไรอยู่บ้าง จริงอยู่ว่าการใช้เวทย์มนต์ลอบสังเกตุความเป็นไปในแอสการ์ดคือสิ่งที่เขาสามารถทำได้ง่ายๆ แต่นั่นก็เสี่ยงต่อการถูกจับได้ แม้จะมีความเป็นไปได้น้อยยิ่งกว่าน้อยเสียอีก แต่เขาก็ไม่อยากเสี่ยงให้ทุกสิ่งที่ทำมาทั้งหมดสูญเปล่า

และเขาไม่อยากจะจมอยู่กับธอร์ตลอดไป... เขาอยากลืม ให้มีเพียงธอร์ที่เฝ้าครุ่นคิดถึงโลกิฝ่ายเดียว นั่นจึงเป็นสิ่งที่เขาปรารถนา

   เมื่อนึกถึงธอร์ เขาจึงพาลนึกถึงอีกชื่อหนึ่งขึ้นมาได้

คริส เฮมส์เวิร์ธ นักแสดงชาวออซซี่ที่จะมารับบทเทพเจ้าสายฟ้า ทอมยังไม่เคยพบหน้าอีกฝ่ายตรงๆหรอก มีแต่เห็นในรูปถ่าย แต่นั่นก็ทำให้เขานิ่งไปหลายวินาที เพราะหน้าตาที่เขาเห็นในรูป หากไม่นับผมตัดสั้นแล้วก็เหมือนธอร์จนน่ากลัว ไม่แปลกใจเลยที่อีกฝ่ายจะแย่งบทนี้จากเขาไปได้ เพราะถ้าเขาเป็นโจส เขาก็คงเลือกมิสเตอร์เฮมส์เวิร์ธอย่างไม่ต้องสงสัย

แต่นั้นคงไม่ใช่ธอร์หรอกนะ....

เขาคิดขำๆ แอบตลกตัวเองว่าทำไมถึงได้กังวลอะไรไม่เข้าท่า ธอร์เป็นกษัตริย์อยู่ดีๆ จะลงมาเล่นเป็นมนุษย์ได้ยังไงกัน

#########

        ความมืดสนิทและไร้สิ่งเสียงคือสิ่งที่เขาชิงชัง แต่ก็รักมันยิ่งนัก เพราะรู้ว่ามันจะไม่มีวันทิ้งเขาไปไหน....

เทพมุสารู้สึกอยากหัวเราะดังๆให้กับความน่าสมเพชของตนเอง เว้นเสียแต่ว่าตอนนี้ลำคอของเขาเต็มไปด้วยโลหิตและเจ็บแสบจนเขาหาเสียงของตนเองไม่เจอ

แม้แต่แดนนรกก็ยังไม่ต้องการเขา น่าขันสิ้นดี แต่ก็ต้องยอมรับ

....ไม่มีที่ไหนที่ต้องการโลกิ...

ตกจากไบฟรอสต์ถึงสองครั้งแล้วก็ยังไม่ตาย นอกจากเขาแล้ว ไม่รู้จะยังจะมีใครทำได้อีกมั้ย

‘โลกิ....’

แว่วเสียงกระซิบแผ่วๆที่คล้ายกับอยู่ใกล้ แต่ก็เหมือนกับดังมาจากที่แสนไกล เขาไม่รู้จักเสียงนี้ แต่ช่างเถอะ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใด ตอนนี้เขาคร้านจะใส่ใจทั้งนั้น

‘ข้ารู้ว่าท่านได้ยินข้า.... ข้าคือสกัลด์ ท่านคงเคยได้ยินกระมัง’

เสียงนั้นพูดต่อ ใช่ เขารู้จัก จากบันทึกโบราณมากมายเอ่ยถึงสามเทพธิดาแห่งโชคชะตา พวกนางเคยมอบคำทำนายแก่โอดินครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นก็ไม่มีใครพบเห็นพวกนางอีก บางคนจึงคิดว่าเป็นเพียงตำนานเท่านั้น

‘สกัลด์แห่งอนาคต?’เขาเอ่ยในใจ เพราะไม่อาจเอื้อนเอ่ยด้วยเสียงได้ และเขารู้ว่าอีกฝ่ายได้ยิน

‘ใช่... ข้ามาเพื่อมอบอนาคตให้แก่ท่าน โลกิ ลาฟฟี่ซัน’

‘อนาคต?’เขาทวน ‘จะมีประโยชน์อะไรที่จะมอบอนาคตให้คนอย่างข้า ให้ความตายกับข้าเสียยังดีกว่า นั่นคงเหมาะสมกับยักษ์น้ำแข็งชั่วช้าดีแล้ว’

‘นั่นไม่ใช่สิ่งที่ท่านปรารถนาจริงๆหรอก และนั่นก็มิใช่สิ่งที่ท่านสมควรได้รับ’สกัลด์กล่าวเสียงเรียบ ‘โชคชะตาเล่นตลกกับท่านนับแต่ที่ท่านเกิด ทุกเส้นทางที่ท่านก้าวเดินถูกกำหนดแล้วซึ่งจุดหมายปลายทาง ไม่ว่าท่านจะเลือกเดินทางไหน ก็จะถูกผลักดันให้ไปสู่ปลายทางนั้นเสมอ นั่นคือสิ่งที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลง โลกิ แต่ท่านเปลี่ยนมันได้ ท่านไม่ได้ทำให้แร็คนาร็อกเกิดขึ้น ดังนั้นท่านจึงสมควรได้อนาคตใหม่’

‘หึ... สาบานได้ว่าข้าตั้งใจจะฆ่าพวกเทพโสมมทุกคนจริงๆ รวมทั้งพวกเจ้าด้วย! เพราะฉนั้นรีบๆให้ข้าตายได้แล้ว!’โลกิตวาด เขาเหนื่อยเต็มที ความปรารถนาของเขาเป็นจริงแล้ว เขาไม่ต้องการจะอยู่ต่อแล้ว

หากเสียงกระซิบนั้นยังคงพูดต่ออย่างเฉยเมย

‘ท่านจะไม่ทำ โลกิ เพราะแท้จริงใจท่านรักพวกเขา ท่านรักแอสการ์ดมากกว่าใครๆ ดังนั้นเมื่อรู้ว่าท่านโดนหลอกมาตลอดจึงทำให้ท่านโกรธแค้นพวกเขามากถึงเพียงนี้’

โลกิอยากเถียงออกไป แต่ไม่รู้ทำไมในตอนนี้กลับหาคำใดมาเถียงไม่ออก....

‘ไปเถิดโลกิ อนาคตของท่านยังอีกยาวไกล และข้าขออวยพรท่านจากใจจริงว่าขอให้ท่านมีความสุข และได้มาซึ่งสิ่งที่ท่านปรารถนาอย่างแท้จริง........’

สิ้นเสียง เขาก็รู้สึกเหมือนมีน้ำเย็นไหลชโลมไปทั่วร่าง แล้วสติทั้งมวลก็ถูกพาดำดิ่งสู่ความมืดมิดที่สุด

เมื่อตื่นขึ้นมา โลกิพบว่าตัวเองอยู่ในดินแดนที่ตนเกือบทำลายไปแล้วถึงสองครั้ง

....มิดการ์ด.....

###########

                “ธอร์... แม่ไม่อยากขัดเจ้า แต่แม่ว่าเจ้าควรจะหยุดได้แล้ว....”พระนางฟริกก้าเอ่ย นางทิ้งตัวนั่งลงข้างบุตรชาย สีหน้าเต็มไปด้วยความห่วงใยและกังวล

“ท่านแม่... ข้ารู้ว่าท่านลำบากใจ แต่ข้าหยุดไม่ได้... นี่เป็นสิ่งที่ข้าต้องทำ”ธอร์เอ่ย บัดนี้เทพสายฟ้าและดูเปลี่ยนไป ไม่มีแล้วซึ่งความสนุกสนานในดวงตาสีฟ้า ทั้งบนใบหน้าหล่อเหล่ายังปราศจากรอยยิ้มมานานปี ธอร์ดูเหนื่อยล้าและโศกเศร้าจนหัวใจคนเป็นแม่เจ็บปวด

“ธอร์... แม่รู้ว่ามันลำบากสำหรับเราทุกคนที่จะต้องยอมรับ แต่โลกิ... น้องเจ้าจากไปแล้ว เขาจากเราไปแล้ว แม่ไม่อยากเห็นเจ้าเป็นแบบนี้ เจ้าเที่ยวตามหาเขามาร้อยปีกว่าได้แล้วธอร์ บรรลังก์ไม่อาจขาดกษัตริย์ และแม่กับพ่อเจ้าก็ไม่อยากให้เจ้าโทษตัวเอง”มารดาแห่งสารพสิ่งเอ่ย มือบางแตะใบหน้าของบุตรชาย

นับแต่โลกิจากไป ธอร์แทบไม่กินไม่นอน เอาแต่ออกตามหาโลกิที่ดาวต่าวๆอย่างบ้าคลั่ง นางไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างบุตรชายทั้งสองของนาง ไม่รู้ว่าทำไมธอร์จึงโทษว่าตัวเองทำให้โลกิต้องตาย นางไม่เคยเห็นบุตรชายคนโตเศร้าสร้อยขนาดนี้มาก่อน แม้แต่ตอนที่โลกิสังหารเจน ฟรอสเตอร์ก็ตาม

“ข้าไม่ได้โทษตัวเอง ท่านแม่... แต่มันเป็นเพราะข้า... ทุกอย่างมันเป็นเพราะข้า”ธอร์ว่า เขาเบือนหน้าหนีไปอีกทาง พยายามข่มความเจ็บปวดที่บีบรัดอยู่ในอก มันทรมาณมากเสียจนเขารู้สึกได้ถึงความเค็มคาวของโลหิตที่ดันขึ้นมากระจุกอยู่ในลำคอ

“โลกิยังไม่ตาย เขาเคยตกจากสะพานไบฟรอสต์มาแล้วครั้งหนึ่ง ครั้งนี้เขาก็ต้องรอด”เทพสายฟ้าพึมพำ คล้ายพูดกับตนเองมากกว่ามารดา ภาพที่เห็นทำให้ฟริกก้ารู้สึกจุกในอก นางคิดว่าบุตรชายคนเล็กของนางไม่มีชีวิตอยู่แล้ว เพราะม้แต่ไฮม์ดัลยังมองไม่เห็นว่าโลกิอยู่ที่ไหน แต่นางก็อับจนหนทาง ไม่รู้จะพูดอย่างไรให้ธอร์ยอมรับ

มันอาจใช้เวลานานที่จะทำใจ... โอดินบอกกับนางเช่นนี้ แต่นี่มันร้อยปีผ่านไปแล้ว ธอร์ไม่เพียงแต่จะดีขึ้น กลับดูแย่ลงทุกวัน

“ข้าจะไปตามหาเขา”เสียงทุ่มกล่าว พร้อมร่างสูงที่เดินออกไปจากห้อง โดยที่ฟริกก้าได้แต่มองตามอย่าเศร้าสร้อย

นางเสียบุตรคนเล็กไปแล้วคนหนึ่ง นางจะไม่ยอมให้ธอร์เป็นอะไรไป

แต่นอกจากเฝ้ามองและภาวนาแล้วเล่า นางสามารถทำสิ่งใดได้อีก

คำตอบคือไม่มี....

#############

       เทพสายฟ้าตรงดิ่งไปที่สะพานไบฟรอสต์ในทันที

มาถึงตอนนี้ เขาไม่รู้หรอกว่าตัวเองไปพลิกแผ่นดินหาโลกิที่ดาวอื่นๆมากี่สิบกี่ร้อยดวงแล้ว แต่ต่อให้จักรวาลนี้มีแผ่นดินอีกเป็นล้าน เขาก็จะหามันทุกที่

        ธอร์ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าโลกิทนกับความเจ็บปวดมานานเพียงไร ดังนั้นกับความเจ็บปวดของตนเองในตอนนี้ เขาจึงคิดว่าตนเองสมควรได้รับมันแล้ว

และธอร์ยังไม่เคยรู้เลยว่าโลกิมีความสำคัญต่อเขามากเพียงใด... ไม่เคยรู้ จนกระทั่งตอนนี้ที่ข้างกายเขาไม่มีร่างเพรียวที่คุ้นเคย และเขาไม่รู้ว่าจะไปตามหาอีกฝ่ายได้ที่ไหน

แม้ว่าทุกคนจะคิดว่าโลกิตายไปแล้ว แต่เขาไม่เชื่อ จอมป่วนอันดับหนึ่งที่ทำให้เขาปวดเศียรเวียนเกล้ามานับร้อยครั้งไม่มีทางที่จะจบชีวิตลงง่ายๆอย่างนี้ ธอร์คิด และหวังเหลือเกินว่านี่จะเป็นเพียงแผนการที่โลกิใช้แก้แค้นเขา

      “ท่านยังจะออกไปอีกหรือ”ผู้พิทักษ์แห่งประตูเอ่ย ยามเมื่อรับรู้ถึงการมาของอีกฝ่าย “ข้าไม่อยากยุ่งเรื่องนี้ แต่ขอแนะนำว่าท่านควรหยุด และกลับไปทำหน้าที่กษัตริย์ของท่านให้ดี โอดินเป็นกังวลเรื่องท่านมาก”

“ข้าจะไม่หยุดจนกว่าจะหาเขาพบ”ประโยคของธอร์ทำให้ผู้อาวุโสกว่าถอนหายใจ

“ท่านหาเขามาร้อยกว่าปีแล้ว กษัตริย์ข้า หากท่านใส่ใจกับคำพูดของข้า รู้ถึงสิ่งที่โลกิปรารถนา ทุกอย่างคงจบดีกว่านี้”ไฮม์ดัลเว้นจังหวะชั่วครู่ ก่อนเอ่ยถาม

“สิ่งที่โลกิปรารถนา ในตอนนี้ท่านสามมารถมอบมันให้เขาได้หรือไม่”

คำถามนั้นทำให้ธอร์นิ่งไปชั่วครู่

สิ่งที่โลกิปรารถนา... สิ่งที่เขาเพิ่งจะเข้าใจอย่างแท้จริง หากว่าเขารู้เร็วกว่านี้... หากเพียงแต่เขาจะเข้าใจอีกฝ่าย เหมือนที่โลกิเข้าใจเขาทุกอย่าง...

ดวงตาสีฟ้าหลุบลงต่ำ ก่อนจะมองตรงไปเบื้องหน้า เสียงห้าวเอ่ยตอบ ด้วยคำพูดเพียงคำเดียวที่หนัแน่นกว่าหลักศิลาใดๆ

“ได้”

และนั่นทำให้เจ้าของคำถามพอใจ ผู้พิทักษ์แห่งไบฟรอสต์ขยับยิ้ม ก่อนพูด

“เมื่อไม่นานมานี้ข้าเห็น... แม้เพียงครู่เดียว แต่ข้ามั่นใจว่าเป็นเขา”

หัวใจของเทพสายฟ้าพองโตขึ้นเมื่อได้ยินเช่นนั้น ประกายแห่งความหวังพาดผ่านบนดวงตา พร้อมกับความยินดีที่ผุดพรายขึ้นจากก้นบึ้งหัวใจ

“โลกิอยู่ที่ไหน?!”

“มิดการ์ด”

##################

                วันนี้เป็นวันนัดคุยงานกันพร้อมหน้าของเหล่านักแสดงนำ ทอม ฮิดเดิลสตันตื่นแต่เช้า จัดแจงทำธุระส่วนตัว ก่อนออกจากบ้านด้วยอารมณ์สดชื่นแจ่มใส

มันยังเป็นเวลาเช้าอยู่มาก และอีกหลายชั่วโมงกว่าจะถึงเวลานัด แต่ที่เขาออกมาแต่เช้าเพราะกะจะเดินไปซื้อของก่อน ซึ่งถือว่าเป็นการออกกำลังกายไปในตัว

ทอมเดินตรงไปยังร้านหนึ่งอย่างไม่ลังเล มีอยู่ไม่กี่สิ่งหรอกที่เขาโปรดปรานเป็นพิเศษ และหนึ่งในนั้นก็คือหนังสือ อันที่จริงอย่าเรียกว่าชอบเลย เรียกว่าตกหลุมรักดีกว่า เขารักมัน ทั้งปรัชญา เพลโต อิมมานูเอล ค้านท์ เรอเน่ เดการ์ต หรือจะเป็นวรรณกรรม โดยเฉพาะเช็คเสปียร์ที่เขานับว่าเป็นแฟนตัวยงเลยทีเดียว เขาชอบงานเขียน มุมมองของความรักและอารมณ์ความรู้สึกต่างๆที่เช็คเสปียร์ถ่ายทอดออกมา มันละมุนละไม แต่ก็มีความดิบ ผสมกันอย่างลงตัว

“อ้าว ทอม มาแต่เช้าเชียวนะครับ”เจ้าของร้านเป็นชายวัยกลางคนร่างอ้วนชื่อเบลล์ กล่าวทักทายลูกค้ารายใหญ่อย่างสนิทสนม อันที่จริง... แม้ปริมาณการซื้อของเขาจะนับว่าไม่น้อย แต่ก็ไม่ถึงขั้น ‘ลูกค้ารายใหญ่’ ในนิยามเชิงปริมาณของคนทั่วไป แต่เพราะนี่เป็นร้านหนังสือรูปเล่มที่หาคนอยากซื้อได้น้อยลงทุกที ดังนั้นทอมที่แวะเวียนมาร้านนี้เดือนละไม่ต่ำกว่าสามครั้งจึงนับได้ว่าเป็น ‘ลูกค้ารายใหญ่’ ของร้านนี้ได้อย่างไม่ต้องสงสัย

“พอดีมีธุระใกล้ๆนี่น่ะครับ เลยถือโอกาสมาหาหนังสือเข้าชั้นเสียหน่อย”เขาตอบอย่างสุภาพนุ่มนวล อันเป็นบุคลิคลักษณะของทอม ฮิดเดิลสตัน พลางไล่สายตาไปตามสันหนังสือที่ส่วนมากเก่าจนน่ากลัวว่าพอจับแล้วจะหลุดออกมาเป็นแผ่นๆ

“พูดตามตรงนะมิสเตอร์ ถ้าไม่มีคนอย่างคุณ ร้านผมคงเจ๊งไปแล้ว คนสมัยนี้นะ เอาแต่ก้มหน้าก้มตาจิ้มเขี่ยอ่านอะไรไม่รู้บนแผ่นอิเล็กโทรนิคซ์พวกนั้น มันจะไปสู้หนังสือแท้ๆได้ยังไง คนหนุ่มๆที่สนหนังสือแบบคุณน่ะหายากขึ้นทุกวัน อีกหน่อยพวกเขาคงเรียกหนังสือพวกนี้ว่าวัตถุโบราณแน่เลย เชื่อผมสิ!”

ทอมยิ้มให้กับการพร่ำบ่นหัวข้อเดิมๆของเบลล์ ก่อนจะหยิบหนังสือเล่มที่ต้องการไปวางบนเคาน์เตอร์

“คนเราตัดสินคุณค่าของสิ่งต่างๆกันคนละแบบน่ะครับ”

“นั่นสินะ... โอ้... เช็คเสปียร์อีกแล้วหรอ ผมนึกว่าคุณมีหนังสือของเขาครบแล้วซะอีก”เจ้าของร้านเอ่ยขณะจัดแจงหยิบหนังสือเล่มเก่าใส่ถุงอย่างระมัดระวัง

“พอดีแฮมเล็ตเล่มที่ผมมีอยู่กระดาษมันชำรุดไปบางหน้าน่ะครับ เลยมาหาซื้ออีกเล่ม”นักแสดงหนุ่มตอบพลางจ่ายเงิน มันเป็นราคาที่สูงกว่าในอดีตมากเพราะเดี๋ยวนี้หนังสือรูปเล่มหายากขึ้นทุกวัน และกลายเป็นสินค้าเฉพาะในกลุ่มนักสะสม

“เฮ้ รู้อะไรมั้ย คุณน่าจะขอนายเช็คเสปียร์แต่งงานได้แล้วนะทอม”เบลล์หยอกล้อ เรียกเสียงหัวเราะจากแฟนตัวยงของนักเขียนชาวอังกฤษผู้ล่วงลับ

“แน่นอน คุณก็รู้ว่าผมหลงรักเขาแทบบ้า”

                 ทอมเดินออกจากร้านหนังสือ AIของเขาปรากฏตัวขึ้นเป็นภาพโฮโลแกรมแล้วเตือนเขาว่าอีกหนึ่งชั่วโมงจะได้เวลานัด นี่เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่แทบทุกคนในยุคนี้มีติดตัว โปรแกรมที่จำลองคนเป็นรูปแบบของภาพเสมือนจริงขนาดเล็ก ซึ่งสามารถจัดตารางเวลา ค้นหาข้อมูล เชื่อมต่อดาวเทียมและอินเตอร์เน็ท คล้ายๆกับมีเลขาส่วนตัวพ่วงด้วยสมาร์ทโฟนที่สั่งการด้วยเสียงได้อย่างแม่นยำ

และเพราะมัวแต่ง่วนอยู่กับการโต้ตอบกับAI ทำให้ทอมไม่ทันสังเกตุเห็นคนที่กำลังเลี้ยวมาอีกมุมตึก ส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายชนกันให้อย่างจัง

“โอ๊ย...”เขาอุทานเสียงเบา หลังจากที่เซถลาไปหลายก้าว รู้สึกเจ็บจากแรงปะทะเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้สนใจแต่กลับขอโทษขอโพยอีกฝ่านในทันที

“ขอโทษครับ พอดีผมไม่ทันระวัง คุณโอเคใช่มั้ย”ทอมถาม ก่อนจะชะงักไปเมื่อเห็นหน้าอีกฝ่ายชัดๆ

ผมสีทองตัดสั้น... ดวงตาสีฟ้า โครงหน้าหล่อเหลา เขาเกือบหลุดชื่อธอร์ออกไปแล้ว หากก็กลืนมันลงคอไปได้ทัน

“ผมต่างหากที่ต้องถามว่าคุณโอเคมั้ย เออ... คือผมหมายความว่าผมสบายดี แต่คุณกระเด็นไปตั้งไกล”คำพูดเกินจริงนั้นเรียกรอยยิ้มขำๆให้ผุดขึ้นบนเรียวปาก ทอมสั่นหน้าเบาๆ “ผมไม่เป็นไร” เขาหยุดไปชั่วครู่ พิจรณาร่างสูงใหญ่ตรงหน้ากับสำเนียงของอีกฝ่าย แล้วจึงถาม “คุณคงเป็นคริส เฮมส์เวิร์ธ”

“ส่วนคุณก็ทอม ฮิดเดิลสตัล บังเอิญจังนะ คุณกำลังจะไปประชุมบทใช่มั้ย”

“ใช่ แต่ เฮ้.. คุณเลี้ยวผิดทางนะ ต้องไปทางโน้น ไม่ใช่ทางนี้”ทอมชี้ไปด้านหน้า หลังจากเขย่ามือทักทายกันพอเป็นพิธี

“อ้าว หรอ.... ไม่รู้สิ ผมเพิ่งย้ายมา แล้วก็ไม่เคยมาแถวนี้มาก่อนน่ะ”คริสพูดพลางเกาหัวแกรกๆ กริยาอันขัดกับร่างสูงใหญ่นั้นทำเอาคนมองถึงกับแอบหัวเราะ

“ไม่เห็นน่าขำเลยนะมิสเตอร์ฮิดเดิลสตัน”เขาพูด โดยไม่รู้ว่าท่าทางงอนๆนั่นทำให้ทอมถึงกับกลั้นหัวเราะไม่อยู่ เสียงใสที่หัวเราะอะฮิฮิฮินั้นทำให้เขานึกอยากบีบแก้มอีกฝ่ายแรงๆ ถ้าไม่ติดว่าเป็นคนเพิ่งรู้จักล่ะก็นะ...

“ผะ... ผมขอโทษนะ แต่โอ๊ย... มิสเตอร์เฮมส์เวิร์ธ มีคนเคยบอกคุณมั้ยว่าท่างอนนั่นไม่ได้เข้ากับคุณเลยสักนิด”ทอมว่า นึกในใจว่าคนๆนี้ไม่มีทางจะเป็นธอร์เด็ดขาด... อย่างน้อยเขาก็ไม่เคยเห็นธอร์งอนตุ๊บป่องแบบนี้

และเมื่อเห็นหน้ามุ่ยๆของอีกฝ่าย เขาจึงรีบกลั้นหัวเราะอย่างสุดความสามารถ ก่อนตบใหล่หนาสองที

“เอาน่าๆ เพื่อเป็นการไถ่โทษ ผมจะพาคุณไปส่งถึงที่หมายอย่างปลอดภัยเอง”

##########

        การคุยงานกันครั้งแรกผ่านไปได้ด้วยดี ทุกคนเหมาะสมกับบทและนักแสดงกับทีมงานก็เข้ากันได้ดี บางคนอาจดีมากด้วยช้ำไป อย่างเช่นคริส เฮมส์เวิร์ธและทอม ฮิดเดิลสตัน สองหนุ่มที่เดินมาถึงที่นัดหมายด้วยกัน ทำให้โจสที่เห็นทั้งสองเป็นคนแรกถึงกึบเอ่ยถามอย่างแปลกใจว่ารู้จักกันมาก่อนหรอ เพราะดูจะสนิทกันดีเหลือเกิน ถึงขั้นที่พอผ่านไปสักพักทั้งสองก็เปลี่ยนจากนามสกุลมาเรียกชื่อกันแทนแล้ว เช่นเดียวกับคนอื่นๆที่แปลกใจเมื่อรู้ว่าสองคนนี้เพิ่งเจอกันวันแรก พร้อมทั้งลงความเห็นว่าบทของธอร์และโลกิเข้ากับคริสและทอมสุดๆ เพราะทั้งสองดูสนิทกันเหมือนพี่น้องจริงๆ

                สำหรับทอมแล้ว เขาเองก็แปลกใจว่าทำไมตัวเองถึงสนิทกับคนๆหนึ่งได้เร็วขนาดนี้ เขารู้แต่ว่าเวลาคุยกับคริสแล้วรู้สึกสบายใจ มันคงไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายหน้าตาเหมือนธอร์ เพราะนอกจากนั้นแล้ว คริสกับธอร์แทบไม่เหมือนกันเลย คริสเป็นคนอบอุ่น และแม้คำว่าน่ารักจะไม่เหมาะกับผู้ชาย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคริสเป็นคนน่ารักจริงๆ อีกทั้งยังไม่ถือตัว ผิดกับธอร์ที่ให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่และแสดงอำนาจอยู่ในทุกการกระทำเสมอ

“ยินดีที่ได้ร่วมงานกับนายนะคริส”นักแสดงหนุ่มเอ่ยยิ้มๆเมื่อถึงเวลาแยกย้ายกันกลับบ้าน

“ฉันเองก็เหมือนกัน จริงสิ นายกลับทางไหนน่ะ เผื่อจะทางเดียวกัน”คริสถามเพื่อนใหม่ของตน

และเมื่อทอมบอกที่อยู่ไป ก็เป็นเส้นทางเดียวกันจริงๆ และทั้งสองก็ไม่ได้เอารถมา ตอนแรกทอมวางแผนว่าจะขึ้นรถไฟตอนขากลับ แต่ในเมื่อมีเพื่อนร่วมทาง ทั้งสองจึงตกลงจะค่อยๆเดินกลับด้วยกัน

“ในถุงนั่นคืออะไรน่ะ”คริสถามระหว่างทางเดินกลับ ดวงตาสีฟ้ามองดูถุงกระดาษในมืออีกฝ่ายอย่างสนใจ

“หนังสือน่ะ เออ... ฉันหมายถึงหนังสือเล่มๆจริงๆ แบบที่เป็นกระดาษน่ะนะ”

คำตอบนั้นทำให้หนุ่มออซซี่เบิกตากว้าง พร้อมเอ่ยปากขอดูหนังสือในถุง

“พระเจ้า ฉันไม่ได้เห็นหนังสือแบบนี้มานานแค่ไหนแล้วเนี่ย ไม่นึกว่ายังมีคนรุ่นๆเราอ่านแบบนี้ด้วย”คริสว่า มือหนาลูบสันหนังสือที่ตัวอักษรสีทองเริ่มเลือนไปบ้างเบาๆ

“นายคงคิดว่าฉันเชยล่ะสิ แต่อ่านแบบนี้มันห็ความรู้สึกดีกว่านี่หน่า ทั้งกระดาษ กลิ่นหมึก พวกE-bookก็สะดวกอยู่หรอก แต่มันไม่มีสัมผัส หนังสือใหม่ๆเดี๋ยวนี้ก็ไม่ทำเป็นเล่มกันแล้ว นายรู้มั้ยว่าฉันต้องสั่งทำเชียวนะ”คนรักหนังสือบ่นอุบอิบ ทำให้คนข้างตัวอดหัวเราะไม่ได้

“ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่หน่า พ่อคนคอนเซอเวทีฟ แต่ ว้าว! ทอม นายน่าทึ่งชะมัด นี่มันเช็คเสปียร์เลยนะเนี่ย ฉันเคยอ่านอยู่เล่มหนึ่ง อ่านยากชะมัด”คริสว่า ดวงตาสีฟ้าปรากฏแววชื่นชมจากใจจริง ก่อนว่าต่อ

“ท่าทางนายจะชอบหนังสือน่าดู ส่วนมากนายอ่านอะไรหรอ”

“หลายอย่างนะ แต่หลักๆก็พวกปรัชญากับวรรณกรรม โดยเฉพาะเช็คเสปียร์ ฉันชอบงานของเขามากๆเลย มีครบทุกเล่มเชียวนะ! ฉันชอบมุมมองของเขาต่ออารมณ์ของมนุษย์ตัวละครทุกตัวก็ทำได้มีมิติมากๆ อย่างเรื่อง....”ทอมเริ่มพูดพล่ามถึงนักเขียนคนโปรดเสียยาวเหยียด และกว่าจะรู้ว่าตัวเองติดลมไปไกลก็ผ่านไปแล้วหลายนาที เขารีบกระแอมน้อยๆแก้เขิน

บุญเท่าไหร่แล้วที่คริสไม่หลับไประหว่างที่เขาพล่ามน่ะ!

“เอ้อ... แล้วนายชอบอ่านอะไรน่ะคริส”ทอมถาม ใบหน้าขาวขึ้นสีเล็กน้อย

คริสไหวตัวน้อยๆเมื่อได้ยินคำถาม เพราะเมื่อครู่เขากำลังฟังอีกฝ่ายเพลิน ทอมเป็นคนเสียงเพราะ บวกกับสำเนียงบริทิชแท้ๆนั่นอีก ทำให้คนฟังฟังได้เรื่อยๆไม่เบื่อ

“ฉันหรอ ฉันชอบการ์ตูนน่ะ คนละแนวกับนายเลย”ตอบพลางหัวเราะฮ่าๆ ก่อนที่ทั้งสองจะเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่นแทน

“นายเป็นคนอังกฤษสินะทอม สำเนียงนายบอกชัดมาก มาจากเมืองไหนน่ะ”คริสถาม

“ลอนดอน... อันที่จริงฉันไม่ค่อยได้อยู่บ้านเท่าไหร่หรอก มัวแต่ขลุกอยู่ที่ยูนั่นแหละ แล้วพอเรียนจบฉันก็ย้ายมาอเมริกา พ่อแม่ฉัน ท่านไม่ใช่พ่อแม่แท้ๆหรอก พวกท่านอยากให้ฉันรับช่วงต่อกิจการยาที่บ้าน แต่ฉันอยากเป็นนักแสดง เราเลยทะเลาะกันนิดหน่อย แต่ตอนนี้ก็ดีกันแล้วล่ะ”

“นายเรียนมหาลัยด้วยหรอ ที่ไหนน่ะ”คริสถาม ทอมหันหน้ามามองเขา ก่อนก้มหน้าลง แล้วอ้อมแอ้มตอบเสียงเบา

“เคมบริจด์น่ะ”

ตอบพลางถอนหายใจ เตรียมรับกับคำถามประเภทที่ว่าเรียนมาขนาดนี้ทำไมยังมาเป็นนักแสดง ซึ่งเป็นคำถามที่เพื่อนๆและคนรอบข้างมักถามเขาบ่อยๆ

หากแต่คริสก็ทำให้เขาประหลาดใจ

“ว้าว... นายมันน่าทึ่งจริงๆแหละทอม! แล้วนายก็กล้ามากด้วยที่ออกมาทำตามความฝันแบบนี้ ฉันนับถือนายจริงๆนะ”

ท่าทางชื่นชมอย่างไม่ปิดบังของคริสทำให้เขาถึงกับพูดอะไรไม่ออกอยู่หลายวินาที ก่อนจะหัวเราะออกมาในที่สุด

“นี่ฉันพูดอะไรน่าขำไปอย่างงั้นหรือทอม”คริสถาม เมื่อเห็นว่าเพื่อนใหม่ของตนเริ่มต้นหัวเราะอีกแล้ว

“เปล่าๆ แต่ฉันประทับใจน่ะ พูดจริงๆนะคริส ฉันว่านายน่ารักมากเลย”

“ฉันว่าคำว่าน่ารักมันไม่ได้เอาไว้ใช่กับผู้ชายหรอกนะ”หนุ่มออซซี่บ่นพึมพำ และเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังไม่หยุดหัวเราะ ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน แต่เขาก็หัวเราะตามในที่สุด

                เดินต่ออีกไม่นานก็ถึงบ้านของทอม ทั้งสองกล่าวร่ำรากันเสร็จ ทอมก็หมุนตัวเดินเข้าบ้าน แต่เสียงของคริสก็รั้งเขาไว้ให้หันไปมอง

“เฮ้ ทอม ฉันว่านะ นายน่าจะไปขอเช็คเสปียร์แต่งงาน รู้มั้ย”

ประโยคที่เขาได้ยินมาถึงสองหนจากคนสองคนในวันนี้ ทำให้เขาหัวเราะร่า ก่อนหลิ่วตาให้อีกฝ่าย

“แน่นอน ถึงตอนนั้น นายต้องมาเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวนะ มิสเตอร์เฮมส์เวิร์ธ”

#############

                การถ่ายทำThe Avengersเป็นไปอย่างราบรื่น แถมในกองถ่ายยังครื้นเครงสุดๆ จนเรียกได้ว่าสนิทกันแทบทั้งกอง เล่นไปทำงานไปกันอย่างสนุกสนาน แต่ก็ไม่ได้ทำให้การถ่ายทำล่าช้าแต่อย่างใด

และคิวถ่ายวันนี้ก็คือฉากสองศรีพี่น้องที่เทพสายฟ้าพยายามเกลี้ยกล่อมโลกิกลับบ้านนั่นเอง

“ทอม นายเห็นฆ้อนของฉันมั้ย”คริสที่แต่งหน้าแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้วเดินเข้ามาในห้อง คิ้วขมวดเข้าหากันเป็นปมเพราะไม่รู้ว่าอุปกรณ์ชิ้นสำคัญที่กลายเป็นของเล่นสาธารณะไปเสียแล้วหายไปอยู่ที่ไหน

“ฉันวางคืนที่เดิมแล้วนะ นายลองไปถามคุณมนุษย์เตารีดดูสิ ฉันว่าฉันเห็นเขาเอาไปเล่นกับคุณกัปตันนะ”ทอมที่กำลังให้ช่างจัดแต่งทรงตอบ เขาลอบมองภาพของคริสที่สะท้อนในกระจก เขาปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อไว้ผมยาวและแต่งตัวแบบนี้ คริสเหมือน’ธอร์’มากจริงๆ

“อา ให้ตายสิ ทำไมพวกนายต้องหยิบฆ้อนฉันไปเล่นทุกทีเลย ฉันว่าเราน่าจะทำหนังเรื่องเทพสายฟ้ากับฆ้อนที่หายไปแทนนะ”คริสบ่น ก่อนจะก้าวยาวๆออกไปตามหาพร็อพของตนต่อ

“โธ่ ทอมคะ คุณอย่าแกล้งคริสนักเลย”เมคอัพอาร์ตติสท์สาวพูดขึ้นเมื่อคริสก้าวพ้นประตูห้องไป พร้อมมองหนุ่มอังกฤษที่เอาฆ้อนที่ตนซ่อนไว้มาควงเล่นอย่างอารมณ์ดี

“ผมไม่ได้แกล้งสักหน่อย พวกนั้นเอาไอ้นี่ไปเล่นจริงๆนี่หน่า แต่เป็นก่อนหน้าที่ผมจะหยิบมาน่ะนะ”เขาว่าพลางมองโยเนียร์ในมือ โดยรายละเอียดทำได้เหมือนจริงมาก แต่ไม่รวมไปถึงน้ำหนักเบาโหว่งของมันน่ะนะ แต่แน่นอน หากทำตามน้ำหนักจริง ไม่ว่าคริสหรือเขาก็ยกมันไม่ขึ้นแน่

“พวกคุณไม่คิดหรอว่าคริสเหมือนหมีตัวโตๆที่น่าแกล้งน่ะ”เขาพูด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองกระจก แล้วรอยยิ้มบนใบหน้าก็ค้างไปในทันที

“คริส... คือว่า...”ทอมกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะค่อยๆหันไปเผชิญหน้ากับพ่อหมีตัวโตที่ยืนจ้องเขม็งอยู่ ส่วนทั้งช่างแต่งหน้าทำผมของเขาหนีไปยืนสุดประตูเรียบร้อยแล้ว

“นายว่าใครน่าแกล้ง ไหนพูดอีกทีสิทอม”คริสพูดพร้อมจับแก้มอีกฝ่ายบิดไปมาอย่างหมั่นเขี้ยว

“โอ๊ยๆ... คริส ฉันเจ็บนะ”ทอมว่าพลางหันหนาหนี มือเรียวบางยกขึ้นลูบแก้มที่ขึ้นสีแดงป้อยๆ

“ฉันจะฟ้องโจสว่านายทำหน้าฉันเป็นรอย”เขาเอ่ยขำๆ และนั่นทำให้อีกฝ่ายอยากขยี้ผมดำๆนั่นสักที... ถ้าไม่ติดว่านี่จะได้เวลาเข้าฉากแล้วล่ะก็นะ

“ฉันก็จะบอกโจสเหมือนกันว่านายเอาฆ้อนฉันไปนะทอม”

ประโยคที่ทำให้คนขโมยฆ้อนทำเสียงจิ๊จ๊ะอย่างขัดใจ ก่อนจะยืนโยเนียร์ปลอมคืนให้อีกฝ่าย

“นายมันขี้งก”

“ส่วนนายก็จอมป่วนขี้แกล้ง”คริสว่าพลางดีดนิ้วใส่หน้าผากเหม่งๆหนึ่งที แล้วจึงหัวเราะฮ่าๆ ควงฆ้อนออกจากห้องไปอย่างสะใจ

ส่วนหนึ่งสาวหนึ่งหนุ่มใจสาวก็มองฉากสุดโบรแมนซ์เมื่อครู่ด้วยความฟินสุดๆกับแมวน้อยที่ถูกพ่อหมีเอาคืน ก่อนที่จะจัดแจงเข้าไปแต่งผมและปาดคอนซิลเลอร์กลบรอยแดงบนหน้าคมหวานของนักแสดงหนุ่ม

แหม่ ถ้านี่เป็น ‘รอยอื่น’ ที่อยู่บน ‘ซอกคอ’ ล่ะก็ จะดีแค่ไหนกันหนอ!

########

           เสียงของผู้กำกับที่สั่งให้เริ่มแสดงดังขึ้น ทั้งคริสและทอมที่พูดคุยหยอกล้อกันเมื่อครู่ปรับเปลี่ยนอารมณ์ให้เข้าสู่บทได้อย่างรวดเร็ว สำหรับทอม มันเป็นบทที่ง่ายมากและเขาแทบไม่เคยต้องถ่ายซ่อมหลายเทค เพราะโดยแท้จริงแล้วเขาก็คือ ‘โลกิ’ ส่วนคริส... เขาคงต้องชมว่าฝีมือการแสดงของคริสสุดยอดมาก เพราะอีกฝ่ายก็สามารถเข้าสู่อารมณ์ตัวละครได้อย่างรวดเร็วและเหมือนธอร์จริงๆจนครั้งแรกที่เห็นเขาเองก็อึ้งไปเหมือนกัน

                “โลกิ กลับบ้าน....”

การแสดงเริ่มต้นขึ้น มันเป็นฉากที่ทอมทั้วเฝ้ารอและไม่เฝ้ารอที่สุด นั่นเพราะมันเป็นฉากที่แสดงให้เห็นถึงความโกรธแค้นเจ็บปวดต่อครอบครัวและการถูกหลอกลวง เขามั่นใจว่ามันจะเป็นฉากที่เขาแสดงได้ดีที่สุด แต่ก็กลัวว่าตนจะควบคุมอารมณ์ไม่ได้

“บ้าน?”เขาเอ่ยทวนตามบท มองดูดวงตาสีฟ้าที่เหมือนกับของธอร์จนแยกไม่ออก

“แอสการ์ดไม่ใช่บ้านข้า!”เขากระชากเสียง ปล่อยทุกอย่างให้ไหลไปตามอารมณ์อย่างเป็นธรรมชาติ แต่ก็ไม่ลืมที่จะควบคุมตนเอง

“แต่เจ้าเป็นน้องข้า!!”อีกฝ่ายขึ้นเสียงกลับ แววตาดุดันเจือสั่นไหว วิงวอน กับน้ำเสียงที่เอ่ยนั้นทำให้ทอมแทบประคองสติไว้ไม่อยู่ ความรู้สึกอึดอัดคับแค้นที่หลับใหลอยู่ในใจมากว่ารอยปีเอ่อล้นออกมาจนยากจะควบคุม ประโยคถัดมาที่เขาเอ่ยจึงได้อัดแน่นไว้ด้วยความรู้สึกเจ็บปวดทั้งมวล สะกดให้ทุกสรรพสิ่งรอบกายเงียบงัน

“ข้า...ไม่ใช่....น้องเจ้า!! ธอร์! ข้าไม่ใช่น้องเจ้า ไม่เคยเป็น!!”ทอมหายใจแรง พยายามเหลือเกินที่จะห้ามน้ำตาไม่ให้ใหลออกมา แต่ก็พบว่ามันยากเย็นนักในยามที่ตกอยู่ใต้ดวงตาสีฟ้าคู่นี้ ที่แม้จะไม่ใช่ของธอร์ก็ตาม...

“โลกิ... โลกิ ข้าขอโทษ....”ประโยคถัดมานั้น คริสเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาที่เจ็บปวดจนหัวใจของทุกคนที่ได้ยินปวดร้าว

“อะ...อะไรนะ...”สมองของทอมคล้ายจะเป็นอัมพาตไปเสียแล้ว หยาดน้ำตารินไหลจากนัยน์ตาสีเขียว และเป็นนิ้วของอีกฝ่ายที่เกลี่ยน้ำตาออกให้อย่างนุ่มนวล

“ข้าขอโทษ... ข้าขอโทษ... ข้าขอโทษ...”

ใช้เวลาอยู่ไม่นานที่ทอมจะนึกขึ้นได้ว่านี่มันนอกบท ในขณะที่คนอื่นๆไม่รู้ หรืออาจรู้แต่ยังไม่สั่งคัทเพราะบรรยากาสกดดันจนแทบหายใจไม่ออกนี้

“เจ้า... ธอร์... เจ้า....”เสียงสั่นเครือเอ่ยตะกุกตะกัก ก่อนที่มือเรียวจะผลักอีกฝ่ายออกห่าง แล้วรีบวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว

“โลกิ!!!!”คริสตะโกนเรียก ร่างสูงรีบวิ่งตามอีกฝ่ายไปอย่างไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น ทำให้เหล่าทีมงานกระพริบตาปริบๆอย่างตั้งตัวไม่ถูก จนกระทั้งโจสตบมือขึ้นหนึ่งครั้ง แล้วกล่าวติดตลกที่แทนที่บรรยากาสประหลาดๆนี้ด้วยเสียงหัวเราะ

“ใครช่วยบอกฉันทีว่าธอร์กับโลกิไม่ใช่ผัวเมียที่กำลังทะเลาะกัน”

###########

                ทอมออกวิ่งไปเบื้องหน้าอย่างไร้จุดหมาย เขาไม่รู้ว่ากำลังจะไปที่ไหน รู้แต่ต้องรีบไปให้ไกลจากตรงนี้ที่สุด

“ทอม!!”เสียงของคนที่เขาอยากหนีห่างดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ก่อนที่มือหนาจะคว้าข้อมือเขาไว้ได้ในที่สุด

“อย่ามาแตะฉัน!!”ทอมตะโกนกร้าว เขากระชากมือจากอีกฝ่ายอย่างแรงจนเซถอยไปด้านหลังหลายก้าว

นี่มันอะไรกัน... ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ ทำไม....

 

“ทอม ฟังฉันพูดก่อน ฉัน....”หากแต่ยังไม่ทันที่คริสจะพูดอะไรมากกว่านั้น อีกฝ่ายก็ขัดขึ้นก่อน

“ตลอดหลายเดือนมานี้นายหลอกฉันมาตลอด... ฉันนึกว่านานคือคริส เฮมส์เวิร์ธ แต่นั่นมันหลอกลวงทั้งเพ ทำไมกัน ทำไมนาย... ทำไมเจ้าต้องทำอย่างนี้ ธอร์ เจ้าจะมาให้ข้าเห็นหน้าอีกทำไมกัน!”ทอม หรือก็คือโลกิตะโกนสุดเสียง ร่างเพรียวบางทรุดลงกับพื้น เรี่ยวแรงต่างๆหายไปจนหมด หายไปพร้อมๆกับความเข้มแข็งทั้งมวลที่เขาคิดว่าตนเองมีมากพอเสมอ

เขาไม่เคยคิดเลยว่าต้องเจอกับธอร์อีก ยิ่งไม่ใช่ในสภาพที่พูดคุยสนิทสนมกันมาหลายเดือนโดยไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคือใคร ทั้งๆที่อยู่ใกล้กันขนาดนั้น ทั้งๆที่หน้าตาเหมือนกันขนาดนั้น ทำไมเขาถึงดูไม่ออก...

แล้วเพราะอะไรธอร์ถึงต้องทำแบบนี้เพื่อหลอกเขา เพราะอยากเห็นเขาเป็นตัวตลกน่ะหรอ น่าขำสิ้นดี สุดท้ายแล้วที่เขาทำไปทั้งหมดก็ไร้ค่าน่ะหรือ...

“เพราะตอนแรกข้าไม่แน่ใจว่าเป็นเจ้า! เจ้าดูเปลี่ยนไปโลกิ ข้าไม่เคยเห็นเจ้าที่ยิ้มหรือหัวเราะแบบนี้ แต่สาบานได้ว่าข้าไม่ต้องการหลอกเจ้าเลยสักนิด”ธอร์ว่า ดวงตาสีฟ้ามองดูร่างสั่นเทาของอีกฝ่ายอย่างเจ็บปวด

ใช่... เป็นความจริงที่เขาลงมายังมิดการ์ดด้วยฐานะคริส เฮมส์เวิร์ธ เพื่อจะได้เข้าใกล้ทอม คนที่ไฮม์ดัลบอกว่าน่าจะเป็นโลกิ แต่เขาไม่เคยแน่ใจ... ไม่เคยจนกระทั่งได้เห็นแววตาและน้ำเสียงของโลกิเมื่อเข้าฉากนั้น ไม่งั้นเขาคงไม่อาจมั่นใจว่าทอม ฮิดเดิลสตัน หนุ่มอังกฤษที่แสนสุภาพนุ่มนวล คลั่งเช็คเสปียร์และเปี่ยมด้วยรอยยิ้มอารมณ์ดีคนนั้นคือโลกิ คนที่เขาแทบไม่เคยเห็นรอยยิ้มจริงใจจากอีกฝ่ายเลยสักครั้ง

 ร่างสูงคุกเข่าลง มองดูโลกิที่ยังคงเงียบ

เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าโลกิมีไหล่ที่บอบบางถึงเพียงนี้... ไม่เคยคิดว่าด้วยตัวผอมบางเช่นนี้ อีกฝ่ายแบกรับความทุกข์ใจมากมายไว้แค่ไหน เก็บซ่อนความรู้สึกต่างๆไว้มากมายเพียงใด

“โลกิ...”

“ฆ่าข้าซะ”เทพมุสาพูดตัดก่อนที่ธอร์จะได้เอ่ยต่อ ดวงตาสีเขียวช้อนขึ้นสบดวงตาสีฟ้า ในดวงตาที่สวยงามนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความโกรธแค้น เจ็บปวด และเว้าวอน...

“ข้าฆ่า ธอร์ ข้าขอร้อง ให้มันจบเสียที ข้าเหนื่อยมากแล้วจริงๆ”เขาพูด ก่อนกระตุกยิ้มฝืนๆที่มุมปาก

หัวใจของเขายังคงเจ็บปวด... ทั้งๆที่มันเคยเจ็บไปจนด้านชา

แต่ครั้งนี้มันกลับเจ็บขึ้นมาอีกครั้ง มากขึ้น....มากขึ้น เสียจนแทบทนไม่ไหว เพราะการปรากฏตัวของธอร์

“เจ้ารู้มั้ยว่าการที่พยายามมากเท่าไรก็ไม่เคยได้สิ่งที่ต้องการมันเศร้าอย่างน่าสมเพชมากเพียงไร แล้วเจ้ารู้บ้างมั้ยว่าการที่คิดว่าสิ่งที่ทำสำเร็จด้วยดีแล้วอยู่ๆก็พบว่ามันพังทลายลงต่อหน้า ที่ลงแรงมาทั้งหมดมันสูญเปล่า มันทรมาณอย่างน่าอดสูมากแค่ไหน เจ้าเคยรู้ เคยสัมผัสถึงเรื่องพวกนี้มั้ยธอร์.... ข้าว่าไม่ เพราะเจ้ามันแสงสว่าง เจ้าคือโอดินซัน แต่เจ้ารู้มั้ยว่าทั้งหมดนี่คือข้า... คือสิ่งที่ข้าต้องเจอมาตลอดทั้งชีวิต เพียงเพราะข้าแตกต่าง เพียงเพราะว่าข้าเป็นลาฟฟี่ซัน... เพียงเพราะข้า....”เขาหยุดพูดไปชั่วครู่ เพื่อเก็บกลืนก้อนสะอื้นที่ขึ้นมากระจุกในลำคอลงไปอย่างยากลำบาก

“เพียงเพราะข้าคือโลกิ....”

ยากเหลือเกินที่จะกลั้นน้ำตา แต่เขาก็ยังทำได้ เพราะนั่นคือสิ่งที่เขาทำมาตลอด

เพราะรู้ว่าต่อให้ร้องไห้มากเท่าไหร่ เขาก็ไม่เคยได้อะไรกลับมา ต่อให้เจ็บปวดมากมายกว่านี้สักเท่าไหร่แล้วยังไง เขาก็เป็นเพียงยักษ์น้ำแข็งที่ไม่มีค่าเพียงพอแก่การเหลือบแล...

โลกิหลับตาลง ใบหน้าคมหวานนั้นอิดโรยซีดเซียว เป็นสีหน้าเดียวกับที่ธอร์เคยเห็นเมื่อครั้งโลกิถูกขังอยู่ในคุกใต้ดิน

เจ็บปวด สิ้นหวัง และปรารถนาซึ่งความตาย....

“ข้าฆ่าซะ ฝ่าบาท สังหารน้องชายทรราชย์ของท่าน แล้วกลับไปนั่งบนบรรลังก์ของท่านซะ ฆ่าข้า!”เขาตะโกนสุดเสียง

สิ้นหวัง... สิ้นหวังเหลือเกิน.... ช่างเถิด เขาไม่สนอีกต่อไปแล้ว เป็นน้องหรือไม่แล้วอย่างไร รักและแค้นแล้วอย่างไร สุดท้ายแล้วเขาก็เป็นเพียงโลกิ โลกิที่น่าสมเพช โลกิที่น่าชิงชัง โลกิที่ถูกทุกสรรพสิ่งเกลียดชัง กระทั่งตนเอง...

“ไม่.... ข้าไม่มีวันให้เจ้าตายต่อหน้าข้า ยิ่งจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายเจ้า!!!”เทพสายฟ้าพูด น้ำเสียงนั้นทั้งดังประดุจฟ้าผ่า และหนักแน่นกว่าแรงทุบของโยเนียร์ มือใหญ่คว้าปลายคางของอีกฝ่าย บังคับให้มาสบตา

“โลกิ ฟังข้า... ข้าขอร้อง... ฟังข้าดีๆ อย่าเพิ่งขัด”เขาเอ่ย ด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง ดวงตาสีฟ้าเต็มไปด้วยความอ้อนวอนและหมองเศร้าจนโลกิได้แต่นิ่งงันราวถูกสะกด

“โลกิ เจ้าเคยบอกว่าข้าโง่... ถูกของเจ้า ข้าไม่เคยรู้ว่าเจ้าคิดอะไร ไม่เคยเข้าใจความรู้สึกของเจ้าเหมือนที่เจ้าอ่านข้าออกทุกอย่าง ข้าไม่รู้ว่าตัวเองทำให้เจ้าเจ็บปวดมากแค่ไหน แต่เชื่อข้าเถอะนะ....”ปลายนิ้วไล่ไปตามผิวแก้มเย็นเฉียบ เฉียดผ่านดวงตาสีเขียวที่สั่นไหว

“ข้าอยู่ไม่ได้หากไม่มีเจ้า...”

ชั่วขณะนั้นโลกิรู้สึกราวกับว่าโลกทั้งใบได้จมลงสู่ความเงียบงั้นอันเป็นนิรันด์....

หัวสมองขาวโพลน สิ่งเดียวที่เขาเห็นคือดวงตาสีฟ้ากระจ่างที่จ้องมองมาอย่างเปิดเผยจริงใจ สิ่งเดียวที่เขารับรู้คือสัมผัสอบอุ่นของปลายนิ้วที่เกลี่ยไปมาบนใบหน้า

“โลกิ กลับบ้านกันเถอะ...”

แต่แล้วทุกสิ่งก็พลันดับวูบลงด้วยประโยคที่ฉุดเขากลับคืนสู่ความเป็นจริง เทพมุสาเบือนหน้าหนีไปอีกทาง ดวงตาสีเขียวเสมองต่ำ เปี่ยมด้วยความรวดร้าว

“เจ้ายังคงพูดเพ้อเจ้อไม่หยุดหย่อน ธอร์”

เจ้ายังคงมอบความหวังลมๆแล้งๆให้ข้าอีกครั้ง และอีกครั้ง...

“ไม่มีบ้านสำหรับข้าหรอก ไม่ว่าจะที่นี่ แอสการ์ด หรือนรกขุมไหนๆ ไม่มีที่ไหนสักที่ที่ต้องการโลกิ”เขาเอ่ย รู้สึกได้ว่าเสียงของตัวเองเริ่มสั่นอย่างมิอาจควบคุมได้

ร่างเพรียวลุกขึ้นยืน แม้จะไร้เรี่ยวแรงเหลือเกิน แต่เขาไม่อยากดูน่ามเพชไปมากกว่านี้

“ถ้าเจ้าไม่ฆ่าข้าก็ไปซะ... ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่เจ้าควรอยู่ กลับไปสู่แสงสว่างของเจ้า ธอร์”ใบหน้าคมหวานเงยขึ้น ดวงตาสีเขียวฝืนมองอีกฝ่ายตรงๆ หยิบยกกำแพงอันสุดท้ายมาขวางกั้นความรู้สึกทั้งหมดทั้งมวลไม่ให้ใครได้ล่วงล้ำ

“อย่าได้มาทำตัวตกต่ำด้วยการเกลือกกลัวกับคนโสมมเช่นข้า...”ประโยคที่เอื้อนเอ่ยจนจบอย่างยากลำบาก โลกิหันหลัง ก้าวเดินออกไปสู่จุดหมายที่เขาก็ไม่รู้ว่าจะหยุดลงตรงไหน
หากแต่ยังไม่ทันจะเดินได้ไกล ร่างผอมบางก็ถูกดึงเข้าสู่วงล้อมอันอบอุ่นแข็งแกร่ง อ้อมแขนที่โอบกอดแน่นราวกับจะไม่มีวันคลายออกตลอดกาล

“ธอร์...”ดวงตาสีเขียวเบิกกว้าง ก่อนที่สติที่บอกให้เขาผลักอีกฝ่ายออก แต่ก็ไร้ผล เขาสู้แรงคนตรงหน้าไม่ได้

ด้วยระยะห่างที่ถูกแทนที่ด้วยอ้อมกอด... ใกล้ชิดเสียงจนโลกิได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นแรงหากแต่หนักแน่นของธอร์ รับรู้ถึงไออุ่นจากกายอีกฝ่ายที่ตัดกับความเย็นเยียบจากตัวเขา

“เจ้าบอกว่าไม่มีที่ไหนต้องการเจ้า... นั่นมันไม่จริง ที่ตรงนี้เป็นของเจ้า จากนี้และตลอดไปจะเป็นของเจ้าคนเดียว...”เทพสายฟ้าเอ่ย เขาคลายอ้อมกอดออก สองมือจับที่ไหล่บอบบาง ดันอีกฝ่ายออกห่างเล็กน้อยเพื่อจะได้มองสบดวงตาสีเขียว

“ข้าต้องการเจ้า โลกิ.... เจ้าสำคัญกับข้ามากกว่าทุกสิ่ง มากกว่าโลกนี้ มากกว่าแอสการ์ด มากกว่าเจนหรือใครๆ...”ธอร์พูด มันคือความจริงที่เขาเพิ่งตระหนักรู้ ไม่สิ... บางทีเขาอาจรู้มาตลอดแต่ไม่กล้ายอมรับ ความรักที่แอบก่อตัวอยู่ในใจเขามาเนิ่นนาน ความรักที่เขารู้ดีว่าไม่ควร จึงได้แต่ยกสิ่งต่างๆขึ้นมาอ้าง เพื่อเก็บงำมันไว้ลึกสุดของหัวใจ ทั้งฐานะพี่น้อง คำว่าครอบครัว หรือกระทั่งเจน บัดนี้เขารู้กระจ่างชัดเมื่อคิดว่าจะสูญเสียโลกิไปตลอดกาล ว่าโลกิสำคัญต่อเขามากเพียงไหน ว่าแท้จริงแล้วเขารักโลกิมากเพียงไร...

“หากว่ามิดการ์ดทำร้ายเจ้า ข้าจะทำลายมันซะ หากว่าแอสการ์ดทำให้เจ้าเจ็บปวด ข้าจะเป็นกบฏต่อมันซะ เจ้าเคียดแค้นทั้งจักรวาล ข้าก็จะทำลายทั้งจักรวาล ปกป้องทุกสิ่งไว้ได้แล้วยังไง ได้บรรลังก์ปวงเทพมาแล้วยังไง ทุกอย่างล้วนไร้ค่าเมื่อไม่มีเจ้า โลกิ... ข้าทำผิดต่อเจ้ามากมายนัก ข้าไม่คู่ควรจะให้เจ้ามาทุ่มเทใจรักด้วยซ้ำ ข้าขอโทษ... ได้โปรด...”มือเรียวถูกประครองขึ้นอย่างนุ่มนวล พร้อมเรียวปากอุ่นร้อนที่ประทับจูบลงไปอย่างแผ่วเบาดุจสัมผัสจากปีกของผีเสื้อ

“ให้ข้าได้ใช้เวลาที่เหลืออยู่ทั้งชีวิต ชดใช้คืนให้เจ้า...”

โลกิไม่รู้ว่าตัวเองเฝ้ารอเวลานี้มาเนิ่นนานเพียงไร... รอคอยอ้อมกอดอ่อนโยนเช่นนี้ รอคอยสายตามั่นคงหนักแน่นเช่นนี้ให้จับจ้องมาทางเขา รอมานานเหลือเกิน... นานเสียจนเขาลืมเลือนไปเสียแล้วด้วยซ้ำว่าสิ่งที่ตนปรารถนาอย่างแท้จริงคืออะไร

ไม่ใช่ทั้งอำนาจหรือดาวดวงไหนๆ ไม่ใช่ทั้งการที่จะให้ธอร์เฝ้าคิดถึงแต่เขาด้วยความเคียดแค้น หรือรู้สึกผิด ไม่ใช่เลยสักนิด

ที่เขาต้องการก็แค่อยากเป็นผู้เป็นที่รัก.... อยากให้ธอร์รักเขา อยากให้โอดินและฟริกก้ารักเขา เพียงเท่านั้นเอง...

ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ความปรารถนาเล็กน้อยเรียบง่ายเช่นนี้เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น....

ดวงตาสีเขียวเอ่อคลอด้วยน้ำตาที่ไม่อาจเก็บซ่อนได้อีกต่อไป มันไหลรินลงมาไม่ขาดสาย ราวกับปลดปล่อยความรวดร้าวทั้งปวงที่สะสมมาเนิ่นนานให้เลือนหายไปภายใต้ดวงตาสีฟ้าที่จ้องมองมาคู่นั้น

“ธอร์...”ร่างเพรียวโผกอดร่างสูงแน่น เสียงสะอื้นไห้ดังขึ้น จากแผ่วเบาและดังขึ้น โลกิร้องไห้สุดเสียง ร้องให้แก่ความเจ็บปวดที่ผ่านมา ร้องให้กับสิ่งผิดพลาดที่ตนได้กระทำลงไป

“ธอร์... ธอร์... ธอร์....”ตอนนี้ไม่มีสิ่งใดที่เขานึกออก นอกจากชื่อของคนที่เขาโหยหาเหลือเกิน คนที่เหมือนจะอยู่แสนห่างไกลจากความมืดมิดเช่นเขา บัดนี้กลับอยู่ใกล้กันถึงเพียงนี้

ธอร์ประครองใบหน้าสวยขึ้น เกลี่ยไล่หยาดน้ำตาออกอย่างอ่อนโยน

“ข้าจะอยู่กับเจ้าตลอดไป และจะไม่ทำให้เจ้าต้องร้องไห้อีก...”  

เขาพูดเสียงเบา ก่อนจะก้มหน้าลง ปลายจมูกแตะสัมผัสกัน รับรู้ถึงลมหายใจของกันและกันผ่านระยะห่างที่หดสั้นลงเรื่อยๆ

“ข้าสัญญา”

และแทนที่ด้วยจุมพิตที่อ่อนโยนและหวานล้ำยิ่งกว่าสิ่งใด....

########

                หลังจากเกิดเหตุการณ์วุ่นวายที่อยู่ๆนักแสดงนำทั้งสองก็หายออกไปจากกองถ่ายท่ามกลางความมึนงงของทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ วันต่อมาจึงมีการนัดถ่ายซ่อม โดยเหตุผลที่ทั้งสองรีบหายไปทั้งอย่างนั้นคือทั้งคู่เกิดทะเลาะกันเพราะคริสไม่ยอมเล่นตามบททั้งๆที่ทอมเตือนไปหลายครั้งแล้ว จากคำบอกเล่าของหนุ่มอังกฤษน่ะนะ ซึ่งแม้มันจะดูน่าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งก็เถอะ แต่ก็ไม่มีใครคิดถามซ่อกแซ่กอะไรให้มากความ

“ว้าย คริส นี่รอยอะไรกันคะ!”เสียงของทีมงานสาวที่กำลังจัดแต่งทรงผมให้หนุ่มออซซี่ดังขึ้น เมื่อเจ้าหล่อนสังเกตุเห็นรอยแดงที่โผล่วับๆแวมๆให้เห็นตรงต้นคอ

“อ๋อ... นี่น่ะหรอครับ”คริสเอ่ยทวน ดวงตาสีฟ้ามองดูรอยสีระเรื่อจางๆบนคอของตนผ่านกระจก ก่อนยิ้มหวานเมื่อนึกถึงคนที่มาทิ้งมันไว้เมื่อคืน

“พอดีโดนแมวที่บ้านมัน ‘กัด’ เอาน่ะครับ”

คำตอบของนักแสดงหนุ่มที่ทำให้หนึ่งสาวและหนุ่มใจสาวผู้มีหน้าที่แต่งหน้าทำผมให้ทอม ฮิดเดิลสตันหูผึ่ง ทั้งสองหันมามองหน้ากันก่อนจะรีบตรงไปยังห้องแต่งตัวของหนุ่มอีกคนอย่างรวดเร็ว

เพราะพวกหล่อนอยากรู้นักว่าบนคอของทอมจะมีรอย ‘หมีกัด’ อยู่บ้างรึเปล่าน่ะสิ!!

 

-End-

 

อร๊ายย จบซะทีค่ะ //จุดพลุฉลอง//(โดนสาวกไอเอิร์นฟรอสต์ตบตีข้อหาทำโทนี่หาย ถถถ)

ไรท์เตอร์แต่งหวานๆไม่เป็น(แต่ชอบอ่าน อะฮุ) ดังนั้นฟิคเรื่องนี้จึงดราม่านิดนึงเนอะ>-<

ไว้เจอกันค่าาา แต่คงไม่ใช่ในเอ็กทีนแล้วแหละ 555+